SALAM Pharmacy Drug store

ข้อเท็จจริง และแนวทางป้องกันโรคหัดโรคหัด โรคที่ป้องกันได้🌡️💉💊🩺
08/01/2026

ข้อเท็จจริง และแนวทางป้องกันโรคหัด

โรคหัด โรคที่ป้องกันได้🌡️💉💊🩺

03/01/2026

อาการผิวหนังจากแมลงก้นกระดก: จะเกิดขึ้นทันทีหรือไม่?
โดยทั่วไปอาการทางผิวหนังจะไม่ปรากฏทันทีหลังสัมผัสแมลงก้นกระดก เนื่องจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็น irritant contact dermatitis จากสารพิษชนิดหนึ่งที่ชื่อ pederin ซึ่งหลั่งออกมาเมื่อตัวแมลงถูกขยี้หรือบี้จนแตก ไม่ใช่เกิดจากการกัดหรือต่อย

ระยะเวลาการเริ่มแสดงอาการ
* ภายใน 24–48 ชั่วโมงแรก มักเริ่มมีผื่นแดงเป็นแนวยาวบริเวณที่สัมผัส
* หลังจากนั้น ภายใน 2–4 วัน อาจพัฒนากลายเป็นตุ่มน้ำหรือตุ่มหนอง
* ผื่นและตุ่มเหล่านี้มักจะค่อย ๆ ยุบลงภายในเวลาประมาณ 1 สัปดาห์
* ในบางรายอาจเริ่มรู้สึกแสบร้อนคล้ายถูกน้ำร้อนลวกภายใน 8–12 ชั่วโมง แรก โดยเฉพาะหากมีการปัดหรือขยี้ตัวแมลงอย่างแรง

สรุป:
หากมีเพียงการสัมผัสโดยที่ไม่ได้ขยี้หรือทำให้แมลงแตก และรีบล้างผิวหนังทันที อาจไม่เกิดอาการใด ๆ เลย หรือหากมีอาการก็มักจะเริ่มช้าในช่วง 8 ชั่วโมงถึง 2 วันถัดมา

แนวทางปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าสัมผัสแมลงก้นกระดก
* หลีกเลี่ยงการขยี้หรือบี้ตัวแมลง ควรใช้วิธีเป่าหรือสะบัดออกจากผิวหนัง
* ล้างบริเวณที่สัมผัสด้วยสบู่และน้ำทันที เพื่อชะล้างสารพิษออกจากผิว
* หลีกเลี่ยงการจับใบหน้า ดวงตา หรือร่างกายส่วนอื่น เพราะอาจมีการนำสารพิษไปป้ายบริเวณอื่นโดยไม่ตั้งใจ

ข้อบ่งชี้ที่ควรพบแพทย์
ควรไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการต่อไปนี้:
* ผื่นรุนแรงมาก พื้นที่กว้าง หรือมีตุ่มหนองขนาดใหญ่
* ปวดแสบปวดร้อนมาก หรือมีไข้
* สารพิษสัมผัสบริเวณรอบดวงตาหรือเข้าตา (อาจทำให้เกิดการอักเสบรุนแรงที่ดวงตา)

การใช้ Cyproheptadine เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร: มีประสิทธิภาพจริงหรือ?
03/01/2026

การใช้ Cyproheptadine เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร: มีประสิทธิภาพจริงหรือ?

การใช้ Cyproheptadine เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร: มีประสิทธิภาพจริงหรือ?

1. ภาพรวมของยา Cyproheptadine
Cyproheptadine จัดเป็นยาในกลุ่ม antihistamine รุ่นที่ 1 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนชนิด H1 (H1 receptor antagonist) เป็นหลัก นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์ต้านตัวรับ serotonin ชนิด 5‑HT2 และมีฤทธิ์ต้าน cholinergic (muscarinic receptor antagonist) ส่งผลให้ยานี้แสดงคุณสมบัติหลายประการร่วมกัน ได้แก่ ฤทธิ์ต้านภูมิแพ้ ฤทธิ์ต้าน serotonin และฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางในระดับเล็กน้อย
แม้ในบางประเทศ (รวมถึงสหรัฐอเมริกา) Cyproheptadine จะไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ สำหรับข้อบ่งใช้ “กระตุ้นความอยากอาหาร” แต่ในเวชปฏิบัติมีการนำมาใช้ในลักษณะ off‑label อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้:
* เด็กที่มีภาวะน้ำหนักน้อยหรือขาดสารอาหาร โดยไม่มีสาเหตุจากโรคทางกายภาพที่ชัดเจน
* เด็กที่มีภาวะ functional gastrointestinal disorders (FGIDs) เช่น functional dyspepsia หรือ abdominal migraine
* ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีปัญหาการเบื่ออาหารหรือน้ำหนักลด
* ผู้ใหญ่บางรายที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีภาวะเบื่ออาหารร่วมกับโรคทางจิตเวช เช่น anorexia nervosa

2. กลไกที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความอยากอาหาร
กลไกการออกฤทธิ์ของ Cyproheptadine ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความอยากอาหารยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอเชิงกลไกหลายประการที่อาจมีบทบาท ดังนี้:
* การยับยั้งตัวรับ serotonin ชนิด 5‑HT2 ในสมอง
Serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความรู้สึกอิ่ม การยับยั้งตัวรับ 5‑HT2 อาจส่งผลให้สัญญาณความอิ่มลดลง และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความอยากอาหาร
* การต้านตัวรับ histamine H1 ใน hypothalamus
ระบบ histaminergic ภายในสมองมีบทบาทในการควบคุมการตื่นตัวและเมแทบอลิซึม การยับยั้ง H1 receptor บริเวณ hypothalamus อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว กลไกนี้สอดคล้องกับผลที่พบในยาจิตเวชบางชนิดที่มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม
* ผลทางอ้อมต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโตและ IGF‑1
การศึกษาในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์พบว่า การใช้ Cyproheptadine ในระยะสั้นอาจสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของระดับ IGF‑1 และความเร็วในการเจริญเติบโต ซึ่งอาจสะท้อนถึงการได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นจากความอยากอาหารที่ดีขึ้น

3. หลักฐานด้าน “ประสิทธิภาพ” ในการกระตุ้นความอยากอาหาร
3.1 ภาพรวมจาก systematic review
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในปี 2019 ซึ่งรวบรวมการศึกษาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบว่า Cyproheptadine มีแนวโน้มช่วยเพิ่มความอยากอาหารและน้ำหนักตัว โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด เช่น น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) ปริมาณอาหารที่บริโภค และคะแนนความอยากอาหารที่ผู้ป่วยรายงานด้วยตนเอง
ผลสรุปโดยรวมพบว่า:
* ส่วนใหญ่ของการศึกษารายงานว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้ยา
* หลายการศึกษาระบุว่าความอยากอาหารดีขึ้นจากการประเมินเชิงคุณภาพ
* ยานี้ดูเหมือนจะมีประโยชน์มากเป็นพิเศษในกลุ่มเด็กที่น้ำหนักน้อย/ขาดสารอาหาร และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีปัญหาเบื่ออาหาร
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากเป็นการศึกษาเก่า มีจำนวนตัวอย่างน้อย และวิธีการประเมิน “ความอยากอาหาร” ยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน จึงมีข้อเสนอว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงกว่านี้ในอนาคต

3.2 เด็กที่น้ำหนักน้อยหรือขาดสารอาหาร
ข้อมูลสนับสนุนในกลุ่มเด็กค่อนข้างชัดเจน โดยมีทั้งการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมในเด็กที่ขาดสารอาหารระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งพบว่าการใช้ Cyproheptadine ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ช่วยเพิ่ม BMI และน้ำหนักตัวได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
การศึกษาในเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ยังพบว่า กลุ่มที่ได้รับ Cyproheptadine มีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักและส่วนสูงเร็วกว่ากลุ่มที่ได้รับ placebo โดยมีระดับ IGF‑1 เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคที่มากขึ้น
นอกจากนี้ การวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ในลักษณะ retrospective cohort พบว่า การใช้ Cyproheptadine ขนาดต่ำ (ประมาณ 0.1–0.3 มก./กก./วัน) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มน้ำหนักที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการรักษา
โดยสรุป การใช้ยาในเด็กน้ำหนักน้อยมักเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์แรก และหากไม่ตอบสนองในช่วงนี้ แพทย์มักพิจารณาหยุดยาในเวชปฏิบัติจริง

3.3 ผู้ใหญ่ที่น้ำหนักน้อย
แม้งานวิจัยในผู้ใหญ่จะมีจำนวนน้อยกว่าในเด็ก แต่ก็พบผลในทิศทางเดียวกัน การศึกษาในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์รายงานว่า Cyproheptadine ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ placebo โดยอาการง่วงซึมเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและเกิดในช่วงต้นของการใช้ยา
อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้ในผู้ใหญ่ควรจำกัดเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน เช่น ภาวะน้ำหนักต่ำจากโรคเรื้อรังหรือปัญหาทางโภชนาการ ไม่ควรใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านความงามหรือเพิ่มน้ำหนักในคนที่มีสุขภาพดี

3.4 การใช้ในโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่ (Functional GI disorders)
Cyproheptadine ยังถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่ เช่น functional dyspepsia, abdominal migraine, irritable bowel syndrome (IBS) และ cyclic vomiting
งานวิจัยในเด็กกลุ่มนี้รายงานว่า ยาช่วยลดอาการอิ่มเร็ว แน่นท้อง หรือปวดท้อง และส่งผลให้สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น โดยมีผู้ป่วยจำนวนมากแสดงอาการดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ หลายรายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นควบคู่กัน
ผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มนี้ ได้แก่ ง่วงซึมและหงุดหงิด ซึ่งส่วนใหญ่มีระดับอาการไม่รุนแรงและสามารถจัดการได้

3.5 สรุปด้าน “ประสิทธิภาพ”
จากหลักฐานในปัจจุบัน สามารถสรุปอย่างระมัดระวังได้ว่า Cyproheptadine มีศักยภาพในการ:
* เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยที่มีภาวะเบื่ออาหาร
* เพิ่มน้ำหนักตัวและดัชนีมวลกายในผู้ป่วยที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
* มีประสิทธิภาพเด่นชัดที่สุดในเด็กที่น้ำหนักน้อยโดยไม่มีโรคทางกายภาพชัดเจน และในเด็กที่มีโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้ยาในผู้ที่มีสุขภาพดีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักเพื่อรูปร่าง และไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องในระยะยาวโดยไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

4. ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
4.1 ผลข้างเคียงที่พบบ่อย
Cyproheptadine จัดเป็นยาที่โดยทั่วไปมีความปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อาจพบผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้ในบางราย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการรักษา ซึ่งรวมถึง:
* อาการง่วงซึม หรือมึนศีรษะ
* น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น (ซึ่งอาจเป็นผลที่ต้องการ หรือถือเป็นผลไม่พึงประสงค์ ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้ยา)
* อาการแห้งของเยื่อบุ เช่น ปากแห้ง จมูกแห้ง หรือคอแห้ง
* อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย
* เวียนศีรษะ หรือความดันโลหิตต่ำ โดยเฉพาะในขณะเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในเด็กบางรายอาจพบอาการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางแบบสวนทาง (paradoxical CNS stimulation) เช่น มีพฤติกรรมซุกซนมากขึ้น หงุดหงิด หรือมีปัญหาการนอน แทนที่จะง่วงซึมตามกลไกปกติของยา

4.2 ผลข้างเคียงรุนแรงที่ต้องระวัง
แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีรายงานผลข้างเคียงรุนแรงที่ควรระวัง ดังนี้:
* พิษต่อตับ: มีรายงานกรณีตับอักเสบ (hepatitis) และภาวะตับวายที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยา โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ยาระยะยาวหรือมีโรคตับอยู่ก่อน
* อาการทางระบบประสาทรุนแรง: เช่น สับสน ประสาทหลอน หรือชัก ซึ่งพบได้ในบางราย โดยเฉพาะในกรณีได้รับยาเกินขนาด
* ความผิดปกติของเม็ดเลือด: มีรายงานภาวะ agranulocytosis หรือ thrombocytopenia ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยมาก
จากความเสี่ยงเหล่านี้ ในกรณีที่มีการใช้ยาระยะยาวหรือใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะตับผิดปกติอยู่เดิม ควรมีการพิจารณาติดตามการทำงานของตับตามดุลยพินิจของแพทย์

4.3 ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังสำคัญ
จากข้อมูลเอกสารกำกับยาอย่างเป็นทางการ Cyproheptadine ห้ามใช้ ในผู้ป่วยกลุ่มต่อไปนี้:
* ผู้ที่แพ้ Cyproheptadine หรือยากลุ่ม antihistamine ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน
* ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) เนื่องจากเสี่ยงต่อปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์ของฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก
* ผู้ที่มีภาวะทางการแพทย์ดังต่อไปนี้:
* โรคต้อหินชนิดมุมปิด (angle-closure glaucoma)
* การคั่งของปัสสาวะจากภาวะต่อมลูกหมากโต
* แผลในทางเดินอาหารที่มีการตีบ (stenosing peptic ulcer)
* การอุดกั้นบริเวณ bladder neck หรือ pyloroduodenal obstruction
ข้อควรระวังในการใช้ ได้แก่:
* เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี
* ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากมีความไวต่อฤทธิ์กดระบบประสาทมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่ออาการง่วง ล้ม หรือความดันโลหิตต่ำ
* ผู้ที่ใช้ยากดระบบประสาทส่วนกลางอื่นร่วมกัน เช่น benzodiazepines, opioids หรือยานอนหลับ
* ผู้ที่ใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ anticholinergic ร่วมกัน เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงจากการเสริมฤทธิ์

5. การใช้ Cyproheptadine
5.1 กรอบคิดก่อนเริ่มใช้ “ยากระตุ้นความอยากอาหาร”
ก่อนที่จะพิจารณาใช้ Cyproheptadine หรือยากระตุ้นความอยากอาหารใด ๆ ควรประเมินอย่างเป็นระบบและดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้:
1. ค้นหาและรักษาสาเหตุของภาวะเบื่ออาหารหรือน้ำหนักลด
ควรตรวจสอบและรักษาสาเหตุทางกายและจิตใจที่เป็นไปได้ เช่น:
* โรคระบบทางเดินอาหาร: เช่น celiac disease, IBD, GERD, การติดเชื้อเรื้อรัง
* ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ: เช่น hyperthyroidism
* โรคทางจิตเวช: เช่น depression หรือ eating disorders
* ผลข้างเคียงจากยาอื่น: เช่น ยากลุ่มกระตุ้น (stimulants), SSRIs บางชนิด

2. ประเมินภาวะโภชนาการอย่างเป็นระบบ
* ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณ BMI
* ประเมิน growth chart (ในเด็ก) และวิเคราะห์แนวโน้มการเจริญเติบโต
* ตรวจสอบการได้รับพลังงานและสารอาหารในแต่ละวัน

3. ปรับพฤติกรรมการกินและโภชนบำบัด
* การจัดอาหารให้มีพลังงานหนาแน่นมากขึ้น
* การแบ่งมื้ออาหารย่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
* ในเด็ก ควรพิจารณา feeding therapy หากมี feeding difficulty
หากดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว แต่ยังพบภาวะขาดสารอาหารหรือมีความเสี่ยงสูง จึงอาจพิจารณาเริ่มใช้ยากระตุ้นความอยากอาหาร ซึ่ง Cyproheptadine ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีข้อมูลสนับสนุนพอสมควร

5.2 ขนาดยาและระยะเวลาการใช้
(ในบริบทการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการใช้ส่วนบุคคล)
งานวิจัยหลายฉบับในเด็กมีการใช้ Cyproheptadine ในขนาดประมาณ 0.1–0.3 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2–3 ครั้ง โดยทั่วไปไม่ควรเกินขนาดสูงสุดต่อวันที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา
แนวทางทั่วไปจากตำราและแหล่งข้อมูลด้านยาแนะนำว่า หากใช้เพื่อเพิ่มความอยากอาหารหรือน้ำหนัก แต่ไม่เห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์แรก ควรพิจารณาหยุดยา แทนที่จะปรับเพิ่มขนาดต่อเนื่อง
> คำเตือน: ขนาดยาและระยะเวลาการใช้ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล โดยพิจารณาตามน้ำหนักตัว อายุ โรคร่วม และการใช้ยาร่วมอื่น ห้ามนำขนาดยาจากการศึกษาวิจัยไปใช้ด้วยตนเองโดยเด็ดขาด

5.3 การติดตามผลการรักษา
เมื่อตัดสินใจใช้ Cyproheptadine แพทย์จะต้องมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเด็กและผู้ที่มีโรคร่วม ดังนี้:
* การตอบสนองด้านโภชนาการ: น้ำหนักตัว ส่วนสูง อัตราการเจริญเติบโต (growth velocity)
* อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย: อาการง่วงซึม สมาธิลดลง ผลต่อการเรียนหรือการทำงาน
* ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ anticholinergic: เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะขัด ท้องผูกรุนแรง
สำหรับกรณีที่ใช้ยาในระยะยาว หรือผู้ป่วยมีโรคตับอยู่เดิม อาจมีการพิจารณาตรวจการทำงานของตับเป็นระยะ ตามดุลยพินิจของแพทย์

⚠️ เตือนช่วงปีใหม่! กินหมูดิบเสี่ยง "หูดับ-พิการ-เสียชีวิต"
31/12/2025

⚠️ เตือนช่วงปีใหม่! กินหมูดิบเสี่ยง "หูดับ-พิการ-เสียชีวิต"

⚠️ เตือนช่วงปีใหม่! กินหมูดิบเสี่ยง "หูดับ-พิการ-เสียชีวิต"

จากข้อมูลสถิติ กลุ่มงานควบคุมโรคติดต่อ สสจ.นครราชสีมา พบว่า ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. - 30 ธ.ค. 2568 โคราช ติดอันดับ 1 ‼️ ยอดผู้ป่วยด้วยโรคไข้หูดับสูงถึง 93 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 13 ราย ⚫️ (เผยแพร่โดย Khaosod - ข่าวสด)

🛑 กรมอนามัย จึงขอชวนประชาชนงดกินดิบ 🚫 ไม่ว่าจะหมูกระทะ ชาบู หรือปิ้งย่าง 🍲 ฉลองเคานต์ดาวน์ปีนี้ "แยกตะเกียบ คีบดิบ-คีบสุก" ให้ชัวร์นะคะ! 🥢✅

⚠️ เพราะเนื้อหมูสุก ๆ ดิบ ๆ อาจเสี่ยงเจอโรคไข้หูดับ จากเชื้อ Streptococcus suis 🦠 ที่อันตรายรุนแรง ถึงขั้นหูหนวกถาวร 🦻❌ ชัก หรือเสียการทรงตัว... ไปจนถึงขั้น เสียชีวิต ได้เลย 🚑

🔖 เรามีวิธีสังเกตอาการง่าย ๆ ดังนี้
🔸 1. ไข้สูง
🔸 2. ปวดศรีษะ
🔸 3. ปวดเมื่อยตามตัว
🔸 4. ปวดตามข้อ
🔸 5. มีจ้ำเลือกตามตัวตามผิวหนัง
🔸 6. คอแข็ง ชัก
🔸 7. เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
🔸 8. ม่านตาอักเสบ
🔸 9. สูบเสียการทรงตัว
🔸 10. การได้ยินถึงขั้นหูดับ

📑 แต่เราสามารถป้องกันการเกิด โรคหูดับได้ ดังนี้
🔸 1. เลี่ยงการกินเนื้อมหูดิบหรือสุก ๆ ดิบ ๆ
ควรปรุงให้สุกผ่านความร้อนมากกว่า 70 องศาเซลเซียส
🔸 2. เลือกซื้ออาหารจากร้านที่ได้มาตรฐาน
ไม่มีกลิ่นคาว หรือ สีคล้ำ
🔸 3. หากมีบาดแผลต้องปิดแผล และ สวมถุงมือก่อนสัมผัสเนื้อหมูหรือเลือดหมูดิบ
🔸 4. ควรใช้อุปกรณ์คีบเนื้อหมูสุก และ เนื้อหมูดิบแยกจากกัน หากกินอาหารปิ้งย่าง

✅ ทางที่ดี "ปรุงสุก 100%" และ "แยกตะเกียบปิ้งย่าง" แค่นี้ก็ฉลองได้อย่างสบายใจแล้วคะ

📍 ด้วยรักและห่วงใย อยากให้คนไทยรอบรู้เรื่องสุขภาพ ด้วยหลัก 3 รู้อยู่รอด เพื่อการรู้ถึงสถาณะสุขภาพที่ดีของตัวเองได้ทุกวัยในทุกวัน จาก กรมอนามัย 💝

📌 อย่าลืมกดติดตาม Facebook กรมอนามัย เพื่อติดตามข่าวสาร สาระสุขภาพ และกิจกรรมดี ๆ จากเรานะคะ

👉 ท่านสามารถ ติดตามสาระความรู้สุขภาพ เพิ่มเติมได้ที่
https://multimedia.anamai.moph.go.th/
👉 และอีกหนึ่งช่องทาง เพื่อ ติดตามสาระความรู้สุขภาพควบคู่ไปกับความบันเทิง เพิ่มเติมได้ที่
https://www.tiktok.com/.anamai.thailand
tiktok.com/.thailand

#กรมอนามัย #โรคไข้หูดับ #ไข้หูดับ #งดกินดิบ #กินสุกปลอดภัย #แยกตะเกียบ #หมูกระทะ #ปิ้งย่าง #ปีใหม่2569 #ปีใหม่ปลอดภัย #โคราช #นครราชสีมา
#แม่และเด็ก #วัยเรียนวัยรุ่น #วัยทำงาน #สูงวัย
#กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข
#กรมอนามัยส่งเสริมให้คนไทยสุขภาพดี

อย.ออกมาเตือนอาหารเสริมสำหรับเด็ก หลายยี่ห้อแล้ว ฝากผู้ปกครองระวังกันด้วยนะค่ะ สอบถามเพิ่มเติม ปรึกษาปัญหาสุขภาพและสอบถา...
31/12/2025

อย.ออกมาเตือนอาหารเสริมสำหรับเด็ก หลายยี่ห้อแล้ว ฝากผู้ปกครองระวังกันด้วยนะค่ะ

สอบถามเพิ่มเติม
ปรึกษาปัญหาสุขภาพและสอบถามข้อมูลการใช้ยาเพิ่มเติมได้กับเภสัชกรร้านยา
สลาม ฟาร์มาซี หรือ inbox เข้ามาในเพจได้เลยนะค่ะ

เบอร์ติดต่อ 096-9396216

อย.เตือนภัยผลิตภัณฑ์ VITA MULTIVITAMIN Kids GUMMIES อ้างเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันดวงตา และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยพัฒนาสมอง จากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.และมีการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จอย่าหลงเชื่อ อาจจะเสียเงินเปล่า และเสียโอกาสในการรักษา ไม่แนะนำให้ใช้ #อย #ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร #อ้างเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันดวงตา #อ้างกระดูกให้แข็งแรง #อ้างช่วยพัฒนาสมอง #ผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาต #เสียโอกาสในการรักษา #อย่าหลงเชื่อโฆษณา #โฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จ
สามารถติดตามผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฏหมายและอ่านข้อมูลอ้างอิงต่อได้ที่..>https://oryor.com/media/illegalProduct/media_news/3357
ไม่อยากพลาดข้อมูลดี ๆ อีกเพียบ เข้าไปกดติดตามช่อง TikTok ได้ที่ https://www.tiktok.com/

อย.เตือนภัยผลิตภัณฑ์ VITA MULTIVITAMIN Kids GUMMIES อ้างเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันดวงตา และกระดูกให้แข็งแรง ช่วยพัฒนาสมอง จากการตรวจสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาตจาก อย.และมีการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพหรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จอย่าหลงเชื่อ อาจจะเสียเงินเปล่า และเสียโอกาสในการรักษา ไม่แนะนำให้ใช้ #อย #ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร #อ้างเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันดวงตา #อ้างกระดูกให้แข็งแรง #อ้างช่วยพัฒนาสมอง #ผลิตภัณฑ์ไม่ได้รับอนุญาต #เสียโอกาสในการรักษา #อย่าหลงเชื่อโฆษณา #โฆษณาสรรพคุณอันเป็นเท็จ

สามารถติดตามผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฏหมายและอ่านข้อมูลอ้างอิงต่อได้ที่..>https://oryor.com/media/illegalProduct/media_news/3357

ไม่อยากพลาดข้อมูลดี ๆ อีกเพียบ เข้าไปกดติดตามช่อง TikTok ได้ที่ https://www.tiktok.com/

หยุดยาวนี้ ร้านยา ขอให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยนะค่ะ ปล.แต่ร้านยา สลาม ฟาร์มาซี ยังเปิดให้บริการทุกวันทำการค่ะ
27/12/2025

หยุดยาวนี้ ร้านยา ขอให้ทุกคนเดินทางปลอดภัยนะค่ะ

ปล.แต่ร้านยา สลาม ฟาร์มาซี ยังเปิดให้บริการทุกวันทำการค่ะ

ก่อนออกเที่ยวปีใหม่อย่าลืมทำสิ่งนี้! ปีใหม่นี้... จะไปขึ้นดอยหรือไปรับลมทะเล ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม! เพื่อความปลอดภัยทั้งบ้าน ทั้งรถ และตัวคุณเอง เช็กตามลิสต์ 6 ข้อนี้
1️⃣ ถอดปลั๊กไฟ : เช็กให้ชัวร์ว่าถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นออกหมดแล้ว (ยกเว้นตู้เย็นนะ!) ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรขณะไม่มีคนอยู่
2️⃣ ปิดวาล์วน้ำและแก๊ส : ปิดวาล์วน้ำให้สนิท และเช็กหัวแก๊สในครัวให้เรียบร้อย ป้องกันน้ำรั่วหรือแก๊สรั่วซึม
3️⃣เช็กระบบล็อคและกล้องวงจรปิด : เช็กกล้อง IP Camera ให้พร้อม และห้ามเผลอถอดปลั๊ก Internet เพื่อให้ดูออนไลน์ได้ตลอดเวลา พร้อมล็อคประตูหน้าต่างให้แน่นหนา และเก็บของมีค่าให้มิดชิด
4️⃣ ตรวจสภาพรถ : เช็คลมยาง ระบบเบรก น้ำมันเครื่อง และไฟส่องสว่างให้พร้อม 100%
5️⃣ งดโพสต์ Real-time : เลี่ยงการโพสต์ว่า "ไม่อยู่บ้าน" ลงโซเชียลแบบสาธารณะ เก็บรูปสวยๆ ไว้ลงรวดเดียวตอนกลับ หรือแชร์เฉพาะกลุ่มเพื่อนสนิทพอ
6️⃣ บันทึกเบอร์ฉุกเฉิน : เซฟติดเครื่องไว้อุ่นใจกว่า! 📞 1193 ตำรวจทางหลวง 📞 1669 เจ็บป่วยฉุกเฉิน

✅ เตรียมตัวพร้อม! แล้วออกไปเที่ยวให้สนุก ขอให้ทุกคนเดินทางปลอดภัย เที่ยวให้สนุกน้า! 🥂✨

#เที่ยวปีใหม่2026 #เดินทางปลอดภัย ่อนเที่ยว #สวัสดีปีใหม่

🛒 สนใจผลิตภัณฑ์ของเรา สั่ง #ซื้อออนไลน์ “ส่งยกลัง” ส่งตรงโยลิดาโยเกิร์ตจากผู้ผลิตถึงมือคุณด้วยรถควบคุมอุณหภูมิเย็น ขอรายละเอียดเพิ่มเติมทักข้อความ Inbox คุยกับแอดมินได้เลย
📦 บริการส่งยกลังมีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ 📦ยกลังเล็ก (บรรจุได้ 24 ถ้วยเล็ก) 📦ยกลังใหญ่ #ส่งฟรี (บรรจุได้ 40 ถ้วยเล็ก)
😍 ใน 1 ลัง หากเลือกซื้อขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียง สามารถเลือกคละรสชาติได้ตามใจคุณ
🚛 บริการยกลังจัดส่ง #ทั่วประเทศไทย ด้วยรถควบคุมอุณหภูมิเย็น

ปัสสาวะแสบขัด/UTI: Norfloxacin ยังเป็นตัวเลือกอยู่ไหม?
27/12/2025

ปัสสาวะแสบขัด/UTI: Norfloxacin ยังเป็นตัวเลือกอยู่ไหม?

ปัสสาวะแสบขัด/UTI: Norfloxacin ยังเป็นตัวเลือกอยู่ไหม? ใช้เมื่อไหร่ ไม่ใช้เมื่อไหร่ + ใช้อย่างปลอดภัย

(1) “ปัสสาวะแสบขัด” ใช่ว่าจะเป็น UTI เสมอไป
อาการปัสสาวะแสบขัด (dysuria) อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่:
* กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis): มักมีอาการร่วม เช่น ปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะเร่งด่วน แสบขัด ปวดหน่วงท้องน้อย และอาจพบปัสสาวะเป็นเลือด
* กรวยไตอักเสบ (pyelonephritis): มีอาการระบบร่วม เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดหลังส่วนล่างหรือสีข้าง คลื่นไส้ อาเจียน (ถือเป็น “สัญญาณอันตราย” ที่ควรพบแพทย์โดยเร็ว)
* ท่อปัสสาวะอักเสบจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (urethritis/STI) หรือ ช่องคลอดอักเสบ (vaginitis): อาจมีตกขาวผิดปกติ คัน แสบร้อนเฉพาะจุด หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
* นิ่วทางเดินปัสสาวะ, การระคายเคืองจากสบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด, ภาวะขาดน้ำ และสาเหตุอื่น ๆ
สรุป: หากคิดว่าเป็น UTI แล้วรับประทานยาปฏิชีวนะเอง อาจไม่ตรงกับสาเหตุที่แท้จริง → อาการไม่ดีขึ้น และเสี่ยงต่อการดื้อยาและผลข้างเคียงจากยาโดยไม่จำเป็น

(2) ชนิดของ UTI มีผลต่อ “การเลือกยา” อย่างไร?
การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักที่ควรทราบ เพราะแนวทางการรักษาและการเลือกใช้ยาปฏิชีวนะแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ:

ก) UTI ที่จำกัดอยู่เฉพาะกระเพาะปัสสาวะ
(Cystitis / Lower UTI)
ลักษณะอาการเด่น ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะบ่อย ปวดปัสสาวะเร่งด่วน และรู้สึกปวดหน่วงบริเวณท้องน้อย

ข) UTI ที่ลุกลามขึ้นสู่ไต
(Pyelonephritis / Upper UTI)
มักมีอาการรุนแรงมากขึ้น เช่น ไข้ หนาวสั่น ปวดหลังหรือปวดสีข้าง คลื่นไส้ และอาเจียน
(ภาวะนี้ควรพบแพทย์โดยเร็ว)

(3) ควรตรวจอะไรบ้าง และเมื่อไหร่ถึงควร “เพาะเชื้อ”
ในกรณีที่เข้าได้กับภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อน แนวทางของสมาคมระบบทางเดินปัสสาวะแห่งยุโรป (EAU) แนะนำให้วินิจฉัยและรักษาโดยเน้นความเหมาะสมต่อผู้ป่วยแต่ละราย โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องตรวจเพาะเชื้อในทุกราย
อย่างไรก็ตาม หากอาการไม่ดีขึ้นหลังจบการรักษา หรือหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำภายในประมาณ 2 สัปดาห์ ควรพิจารณาส่งตรวจเพาะเชื้อในปัสสาวะร่วมกับการทดสอบความไวต่อยาปฏิชีวนะ เพื่อเลือกยาที่ตรงกับเชื้อที่ตรวจพบ
อีกประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือ:
ไม่ควรให้การรักษาในรายที่พบ “แบคทีเรียในปัสสาวะโดยไม่มีอาการ (asymptomatic bacteriuria)” ยกเว้น ในบางกรณี เช่น หญิงตั้งครรภ์ในระยะเริ่มต้น หรือผู้ที่ต้องเข้ารับหัตถการระบบทางเดินปัสสาวะบางประเภท

(4) Norfloxacin คืออะไร และทำไมคำถามว่า “ยังเป็นตัวเลือกอยู่ไหม” จึงสำคัญ
Norfloxacin เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม fluoroquinolones ซึ่งเคยถูกใช้รักษาการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (UTI) อย่างแพร่หลายในอดีต
แต่ปัจจุบัน บทบาทของยานี้ถูกจำกัดลงอย่างมากด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ ได้แก่:

1. ความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรงและอาจยาวนาน
มีรายงานเกี่ยวกับอาการไม่พึงประสงค์จาก norfloxacin ที่อาจรุนแรง เช่น ปัญหาที่เกี่ยวกับเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ข้อต่อ ระบบประสาท หรืออาการเรื้อรังบางชนิด ซึ่งทำให้หลายแนวทางแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยานี้เป็นตัวเลือกแรก โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน

2. ปัญหาเชื้อดื้อยา โดยเฉพาะเชื้อ E. coli
ข้อมูลจากการศึกษาภายในประเทศไทยพบว่า อัตราการดื้อยา fluoroquinolones ค่อนข้างสูงในหลายบริบท
ในผู้ป่วยหญิงที่เป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบไม่ซับซ้อน มีอัตราการดื้อของเชื้อ E. coli ต่อยาในกลุ่มนี้สูงเกือบครึ่งหนึ่ง
ขณะที่ข้อมูลจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่บางแห่งยังพบอัตราการดื้อสูงกว่า 50% ในบางช่วงเวลา ซึ่งสะท้อนว่าการนำแนวทางจากต่างประเทศมาใช้ อาจต้องพิจารณาข้อมูลเชิงพื้นที่ควบคู่กัน

ข้อพิจารณาเพิ่มเติมในมุมของการควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะ
Norfloxacin ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มยาที่ควรใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการดื้อยาในระดับประชากร
ในขณะที่ยาบางชนิด เช่น nitrofurantoin ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ควรใช้เป็นอันดับแรกสำหรับการรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบติดเชื้อทั่วไป

(5) ตอบตรงคำถาม: Norfloxacin ยังเป็นตัวเลือกอยู่ไหม?
คำตอบในเชิงแนวทางปัจจุบันคือ:
“ยังอาจเป็นตัวเลือกได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่ตัวเลือกแรกสำหรับ UTI ทั่วไป และควรใช้แบบจำกัดบทบาท”

แนวทางและคำแนะนำที่สนับสนุนแนวคิดนี้:
* แนวทางยุโรปแนะนำว่า หากเป็น cystitis (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ) ควรใช้ยาที่ถูกจัดให้เป็นตัวเลือกแรก เช่น fosfomycin, pivmecillinam หรือ nitrofurantoin
และมีข้อแนะนำอย่างชัดเจนว่า ไม่ควรใช้ fluoroquinolones เป็นทางเลือกแรกในการรักษา cystitis
* อย่างไรก็ตาม แนวทางเดียวกันก็ระบุว่า fluoroquinolones อาจยังใช้ได้ในบริบทที่ “ยาที่แนะนำทั่วไปไม่เหมาะสมหรือใช้ไม่ได้” เช่น กรณีแพ้ยาอื่น หรือการดื้อยาในผู้ป่วยรายนั้น
* ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับดูแลในบางประเทศก็เตือนว่า fluoroquinolones ทั้งชนิดรับประทานและฉีดมีความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่รุนแรง และควรจำกัดการใช้ไว้เฉพาะในกรณีที่ไม่มีทางเลือกอื่น แม้จะเป็นการติดเชื้อไม่ซับซ้อนก็ตาม

สรุปเชิงปฏิบัติ
หากผู้ป่วยมีภาวะกระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อน และยังมียาอื่นที่มี ความปลอดภัยมากกว่า และเหมาะสมต่อเชื้อที่เป็นสาเหตุ โดยทั่วไปไม่ควรเลือก norfloxacin เป็นทางเลือกแรก

(6) “ใช้เมื่อไหร่”: สถานการณ์ที่อาจพิจารณา Norfloxacin
แม้ norfloxacin จะไม่ใช่ทางเลือกแรกในการรักษา UTI ทั่วไป แต่ในบางสถานการณ์ อาจพิจารณาใช้ได้แบบจำกัด ภายใต้หลักการที่เน้นความปลอดภัยและความเหมาะสม ดังนี้:
* แพทย์ประเมินว่าเป็น cystitis (กระเพาะปัสสาวะอักเสบ) จริง
และไม่มีสัญญาณที่บ่งชี้ว่าการติดเชื้อลุกลามขึ้นไต เช่น ไม่มีไข้ ปวดสีข้าง คลื่นไส้ หรืออาเจียน
* ยาทางเลือกอื่นไม่สามารถใช้ได้ในผู้ป่วยรายนั้น
เช่น แพ้ยา มียาที่ห้ามใช้ ยานั้นไม่มีในระบบ หรือเมื่อนำความเสี่ยง–ประโยชน์มาพิจารณาแล้วไม่เหมาะสม
* มีข้อมูลสนับสนุนว่าเชื้อยังไวต่อ norfloxacin
อาจเป็นจากข้อมูลความชุกของเชื้อในพื้นที่ หรือผลการเพาะเชื้อในรายนั้น และแพทย์พิจารณาแล้วว่าผลลัพธ์ที่ได้คุ้มกับความเสี่ยง

หมายเหตุสำคัญในบริบทประเทศไทย
ในหลายพื้นที่ของไทยมีรายงานอัตราการดื้อยาในกลุ่ม fluoroquinolones ค่อนข้างสูง
ดังนั้นการใช้ norfloxacin แบบ “เดาสุ่ม” โดยไม่มีข้อมูลประกอบอาจไม่ครอบคลุมเชื้อที่เป็นสาเหตุจริง และยังเพิ่มแรงกดดันต่อปัญหาการดื้อยาในระดับระบบอีกด้วย

(7) สรุปใจความสำคัญ
Norfloxacin ไม่ใช่ทางเลือกแรก สำหรับการรักษากระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ซับซ้อน ตามแนวทางการรักษาสมัยใหม่
เนื่องจากเป็นยากลุ่ม fluoroquinolone ที่มีข้อกังวลทั้งในด้าน ความเสี่ยงของผลข้างเคียงที่รุนแรง และแรงกดดันต่อปัญหาการดื้อยา
อย่างไรก็ตามอาจพิจารณาใช้ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยไม่มีทางเลือกอื่นที่เหมาะสมกว่า และแพทย์ได้ชั่งน้ำหนักความเสี่ยงและประโยชน์โดยละเอียดแล้ว

ในบริบทของประเทศไทย การใช้ norfloxacin ต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากมีรายงานว่าเชื้อ E. coli ที่พบในผู้ป่วยบางกลุ่มดื้อยาในกลุ่ม fluoroquinolone ในอัตราที่ค่อนข้างสูง
หากได้รับยากลุ่มนี้ ผู้ป่วยควรระวังสัญญาณอันตรายที่อาจเกี่ยวข้องกับเส้นเอ็นหรือเส้นประสาท และควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น

ประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ฉบับที่ 5 (86/2568)เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นล...
26/12/2025

ประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ฉบับที่ 5 (86/2568)
เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง (มีผลกระทบช่วงวันที่ 26-28 ธันวาคม 2568)

ประกาศศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก ฉบับที่ 5 (86/2568)
เรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกและคลื่นลมแรงบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง (มีผลกระทบช่วงวันที่ 26-28 ธันวาคม 2568)

#กรมอุตุนิยมวิทยา
#ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก

💊Estetrol (E4): ฮอร์โมนเอสโตรเจนธรรมชาติตัวใหม่ในยาคุมกำเนิด💊เป็นฮอร์โมนที่เลื่อนแบบ ฮอร์โมนธรรมชาติได้มากที่สุด ชื่อการ...
26/12/2025

💊Estetrol (E4): ฮอร์โมนเอสโตรเจนธรรมชาติตัวใหม่ในยาคุมกำเนิด💊
เป็นฮอร์โมนที่เลื่อนแบบ ฮอร์โมนธรรมชาติได้มากที่สุด
ชื่อการค้า: Nextstellis 28's

โรคติดต่อหน้าฝน รู้ไว้ให้ระวัง เจาะลึกอาการป่วยที่พบบ่อยในฤดูฝนข้อมูลจาก ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี, ศ. พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย...
26/12/2025

โรคติดต่อหน้าฝน รู้ไว้ให้ระวัง เจาะลึกอาการป่วยที่พบบ่อยในฤดูฝน
ข้อมูลจาก ผศ.นพ.เมธี ชยะกุลคีรี, ศ. พญ.กุลกัญญา โชคไพบูลย์กิจ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ที่อยู่

ถนน วิฑูรอุทิศ 1
Yala
95000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 21:00
อังคาร 09:00 - 21:00
พุธ 09:00 - 21:00
พฤหัสบดี 09:00 - 21:00
ศุกร์ 09:00 - 21:00
เสาร์ 09:00 - 21:00
อาทิตย์ 09:00 - 21:00

เบอร์โทรศัพท์

+66969396216

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ SALAM Pharmacyผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram