03/01/2026
การใช้ Cyproheptadine เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร: มีประสิทธิภาพจริงหรือ?
การใช้ Cyproheptadine เพื่อกระตุ้นความอยากอาหาร: มีประสิทธิภาพจริงหรือ?
1. ภาพรวมของยา Cyproheptadine
Cyproheptadine จัดเป็นยาในกลุ่ม antihistamine รุ่นที่ 1 ซึ่งมีฤทธิ์ต้านฮีสตามีนชนิด H1 (H1 receptor antagonist) เป็นหลัก นอกจากนี้ยังออกฤทธิ์ต้านตัวรับ serotonin ชนิด 5‑HT2 และมีฤทธิ์ต้าน cholinergic (muscarinic receptor antagonist) ส่งผลให้ยานี้แสดงคุณสมบัติหลายประการร่วมกัน ได้แก่ ฤทธิ์ต้านภูมิแพ้ ฤทธิ์ต้าน serotonin และฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางในระดับเล็กน้อย
แม้ในบางประเทศ (รวมถึงสหรัฐอเมริกา) Cyproheptadine จะไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ สำหรับข้อบ่งใช้ “กระตุ้นความอยากอาหาร” แต่ในเวชปฏิบัติมีการนำมาใช้ในลักษณะ off‑label อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยต่อไปนี้:
* เด็กที่มีภาวะน้ำหนักน้อยหรือขาดสารอาหาร โดยไม่มีสาเหตุจากโรคทางกายภาพที่ชัดเจน
* เด็กที่มีภาวะ functional gastrointestinal disorders (FGIDs) เช่น functional dyspepsia หรือ abdominal migraine
* ผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีปัญหาการเบื่ออาหารหรือน้ำหนักลด
* ผู้ใหญ่บางรายที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีภาวะเบื่ออาหารร่วมกับโรคทางจิตเวช เช่น anorexia nervosa
2. กลไกที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความอยากอาหาร
กลไกการออกฤทธิ์ของ Cyproheptadine ที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มความอยากอาหารยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อเสนอเชิงกลไกหลายประการที่อาจมีบทบาท ดังนี้:
* การยับยั้งตัวรับ serotonin ชนิด 5‑HT2 ในสมอง
Serotonin เป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมความรู้สึกอิ่ม การยับยั้งตัวรับ 5‑HT2 อาจส่งผลให้สัญญาณความอิ่มลดลง และนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความอยากอาหาร
* การต้านตัวรับ histamine H1 ใน hypothalamus
ระบบ histaminergic ภายในสมองมีบทบาทในการควบคุมการตื่นตัวและเมแทบอลิซึม การยับยั้ง H1 receptor บริเวณ hypothalamus อาจเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว กลไกนี้สอดคล้องกับผลที่พบในยาจิตเวชบางชนิดที่มีผลทำให้น้ำหนักเพิ่ม
* ผลทางอ้อมต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโตและ IGF‑1
การศึกษาในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์พบว่า การใช้ Cyproheptadine ในระยะสั้นอาจสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของระดับ IGF‑1 และความเร็วในการเจริญเติบโต ซึ่งอาจสะท้อนถึงการได้รับพลังงานเพิ่มขึ้นจากความอยากอาหารที่ดีขึ้น
3. หลักฐานด้าน “ประสิทธิภาพ” ในการกระตุ้นความอยากอาหาร
3.1 ภาพรวมจาก systematic review
การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบในปี 2019 ซึ่งรวบรวมการศึกษาทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบว่า Cyproheptadine มีแนวโน้มช่วยเพิ่มความอยากอาหารและน้ำหนักตัว โดยพิจารณาจากตัวชี้วัด เช่น น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย (BMI) ปริมาณอาหารที่บริโภค และคะแนนความอยากอาหารที่ผู้ป่วยรายงานด้วยตนเอง
ผลสรุปโดยรวมพบว่า:
* ส่วนใหญ่ของการศึกษารายงานว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้ยา
* หลายการศึกษาระบุว่าความอยากอาหารดีขึ้นจากการประเมินเชิงคุณภาพ
* ยานี้ดูเหมือนจะมีประโยชน์มากเป็นพิเศษในกลุ่มเด็กที่น้ำหนักน้อย/ขาดสารอาหาร และผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่มีปัญหาเบื่ออาหาร
อย่างไรก็ตาม หลักฐานจำนวนมากเป็นการศึกษาเก่า มีจำนวนตัวอย่างน้อย และวิธีการประเมิน “ความอยากอาหาร” ยังไม่มีมาตรฐานชัดเจน จึงมีข้อเสนอว่าจำเป็นต้องมีการศึกษาที่มีคุณภาพสูงกว่านี้ในอนาคต
3.2 เด็กที่น้ำหนักน้อยหรือขาดสารอาหาร
ข้อมูลสนับสนุนในกลุ่มเด็กค่อนข้างชัดเจน โดยมีทั้งการทดลองแบบสุ่มมีกลุ่มควบคุมในเด็กที่ขาดสารอาหารระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง ซึ่งพบว่าการใช้ Cyproheptadine ต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ช่วยเพิ่ม BMI และน้ำหนักตัวได้อย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม
การศึกษาในเด็กที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ยังพบว่า กลุ่มที่ได้รับ Cyproheptadine มีการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักและส่วนสูงเร็วกว่ากลุ่มที่ได้รับ placebo โดยมีระดับ IGF‑1 เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับพลังงานที่ได้รับจากการบริโภคที่มากขึ้น
นอกจากนี้ การวิเคราะห์จากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ในลักษณะ retrospective cohort พบว่า การใช้ Cyproheptadine ขนาดต่ำ (ประมาณ 0.1–0.3 มก./กก./วัน) มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มน้ำหนักที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงเดือนแรกของการรักษา
โดยสรุป การใช้ยาในเด็กน้ำหนักน้อยมักเห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์แรก และหากไม่ตอบสนองในช่วงนี้ แพทย์มักพิจารณาหยุดยาในเวชปฏิบัติจริง
3.3 ผู้ใหญ่ที่น้ำหนักน้อย
แม้งานวิจัยในผู้ใหญ่จะมีจำนวนน้อยกว่าในเด็ก แต่ก็พบผลในทิศทางเดียวกัน การศึกษาในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์รายงานว่า Cyproheptadine ช่วยเพิ่มความอยากอาหาร และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับ placebo โดยอาการง่วงซึมเป็นผลข้างเคียงที่พบได้บ่อยที่สุด แต่ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและเกิดในช่วงต้นของการใช้ยา
อย่างไรก็ตาม การใช้ยานี้ในผู้ใหญ่ควรจำกัดเฉพาะกรณีที่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ชัดเจน เช่น ภาวะน้ำหนักต่ำจากโรคเรื้อรังหรือปัญหาทางโภชนาการ ไม่ควรใช้เพื่อจุดประสงค์ด้านความงามหรือเพิ่มน้ำหนักในคนที่มีสุขภาพดี
3.4 การใช้ในโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่ (Functional GI disorders)
Cyproheptadine ยังถูกใช้ในผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่ เช่น functional dyspepsia, abdominal migraine, irritable bowel syndrome (IBS) และ cyclic vomiting
งานวิจัยในเด็กกลุ่มนี้รายงานว่า ยาช่วยลดอาการอิ่มเร็ว แน่นท้อง หรือปวดท้อง และส่งผลให้สามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น โดยมีผู้ป่วยจำนวนมากแสดงอาการดีขึ้นภายในไม่กี่สัปดาห์ หลายรายมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นควบคู่กัน
ผลข้างเคียงที่พบในกลุ่มนี้ ได้แก่ ง่วงซึมและหงุดหงิด ซึ่งส่วนใหญ่มีระดับอาการไม่รุนแรงและสามารถจัดการได้
3.5 สรุปด้าน “ประสิทธิภาพ”
จากหลักฐานในปัจจุบัน สามารถสรุปอย่างระมัดระวังได้ว่า Cyproheptadine มีศักยภาพในการ:
* เพิ่มความอยากอาหารในผู้ป่วยที่มีภาวะเบื่ออาหาร
* เพิ่มน้ำหนักตัวและดัชนีมวลกายในผู้ป่วยที่น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
* มีประสิทธิภาพเด่นชัดที่สุดในเด็กที่น้ำหนักน้อยโดยไม่มีโรคทางกายภาพชัดเจน และในเด็กที่มีโรคทางเดินอาหารเชิงหน้าที่
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนการใช้ยาในผู้ที่มีสุขภาพดีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักเพื่อรูปร่าง และไม่แนะนำให้ใช้ต่อเนื่องในระยะยาวโดยไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน
4. ความปลอดภัยและผลข้างเคียง
4.1 ผลข้างเคียงที่พบบ่อย
Cyproheptadine จัดเป็นยาที่โดยทั่วไปมีความปลอดภัยเมื่อใช้ในขนาดที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อาจพบผลข้างเคียงที่พบบ่อยได้ในบางราย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้นของการรักษา ซึ่งรวมถึง:
* อาการง่วงซึม หรือมึนศีรษะ
* น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือความอยากอาหารเพิ่มขึ้น (ซึ่งอาจเป็นผลที่ต้องการ หรือถือเป็นผลไม่พึงประสงค์ ขึ้นอยู่กับบริบทการใช้ยา)
* อาการแห้งของเยื่อบุ เช่น ปากแห้ง จมูกแห้ง หรือคอแห้ง
* อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ปวดท้อง ท้องผูก หรือท้องเสีย
* เวียนศีรษะ หรือความดันโลหิตต่ำ โดยเฉพาะในขณะเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ในเด็กบางรายอาจพบอาการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางแบบสวนทาง (paradoxical CNS stimulation) เช่น มีพฤติกรรมซุกซนมากขึ้น หงุดหงิด หรือมีปัญหาการนอน แทนที่จะง่วงซึมตามกลไกปกติของยา
4.2 ผลข้างเคียงรุนแรงที่ต้องระวัง
แม้จะพบไม่บ่อย แต่มีรายงานผลข้างเคียงรุนแรงที่ควรระวัง ดังนี้:
* พิษต่อตับ: มีรายงานกรณีตับอักเสบ (hepatitis) และภาวะตับวายที่อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยา โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้ยาระยะยาวหรือมีโรคตับอยู่ก่อน
* อาการทางระบบประสาทรุนแรง: เช่น สับสน ประสาทหลอน หรือชัก ซึ่งพบได้ในบางราย โดยเฉพาะในกรณีได้รับยาเกินขนาด
* ความผิดปกติของเม็ดเลือด: มีรายงานภาวะ agranulocytosis หรือ thrombocytopenia ในบางกรณี แม้จะพบได้น้อยมาก
จากความเสี่ยงเหล่านี้ ในกรณีที่มีการใช้ยาระยะยาวหรือใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะตับผิดปกติอยู่เดิม ควรมีการพิจารณาติดตามการทำงานของตับตามดุลยพินิจของแพทย์
4.3 ข้อห้ามใช้และข้อควรระวังสำคัญ
จากข้อมูลเอกสารกำกับยาอย่างเป็นทางการ Cyproheptadine ห้ามใช้ ในผู้ป่วยกลุ่มต่อไปนี้:
* ผู้ที่แพ้ Cyproheptadine หรือยากลุ่ม antihistamine ที่มีโครงสร้างคล้ายกัน
* ผู้ที่ใช้ยากลุ่ม monoamine oxidase inhibitors (MAOIs) เนื่องจากเสี่ยงต่อปฏิกิริยาเสริมฤทธิ์ของฤทธิ์แอนติโคลิเนอร์จิก
* ผู้ที่มีภาวะทางการแพทย์ดังต่อไปนี้:
* โรคต้อหินชนิดมุมปิด (angle-closure glaucoma)
* การคั่งของปัสสาวะจากภาวะต่อมลูกหมากโต
* แผลในทางเดินอาหารที่มีการตีบ (stenosing peptic ulcer)
* การอุดกั้นบริเวณ bladder neck หรือ pyloroduodenal obstruction
ข้อควรระวังในการใช้ ได้แก่:
* เด็กเล็ก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 2 ปี
* ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภาวะร่างกายอ่อนแอ เนื่องจากมีความไวต่อฤทธิ์กดระบบประสาทมากขึ้น และมีความเสี่ยงต่ออาการง่วง ล้ม หรือความดันโลหิตต่ำ
* ผู้ที่ใช้ยากดระบบประสาทส่วนกลางอื่นร่วมกัน เช่น benzodiazepines, opioids หรือยานอนหลับ
* ผู้ที่ใช้ยาอื่นที่มีฤทธิ์ anticholinergic ร่วมกัน เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงจากการเสริมฤทธิ์
5. การใช้ Cyproheptadine
5.1 กรอบคิดก่อนเริ่มใช้ “ยากระตุ้นความอยากอาหาร”
ก่อนที่จะพิจารณาใช้ Cyproheptadine หรือยากระตุ้นความอยากอาหารใด ๆ ควรประเมินอย่างเป็นระบบและดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้:
1. ค้นหาและรักษาสาเหตุของภาวะเบื่ออาหารหรือน้ำหนักลด
ควรตรวจสอบและรักษาสาเหตุทางกายและจิตใจที่เป็นไปได้ เช่น:
* โรคระบบทางเดินอาหาร: เช่น celiac disease, IBD, GERD, การติดเชื้อเรื้อรัง
* ความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อ: เช่น hyperthyroidism
* โรคทางจิตเวช: เช่น depression หรือ eating disorders
* ผลข้างเคียงจากยาอื่น: เช่น ยากลุ่มกระตุ้น (stimulants), SSRIs บางชนิด
2. ประเมินภาวะโภชนาการอย่างเป็นระบบ
* ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง คำนวณ BMI
* ประเมิน growth chart (ในเด็ก) และวิเคราะห์แนวโน้มการเจริญเติบโต
* ตรวจสอบการได้รับพลังงานและสารอาหารในแต่ละวัน
3. ปรับพฤติกรรมการกินและโภชนบำบัด
* การจัดอาหารให้มีพลังงานหนาแน่นมากขึ้น
* การแบ่งมื้ออาหารย่อย ๆ ตลอดทั้งวัน
* ในเด็ก ควรพิจารณา feeding therapy หากมี feeding difficulty
หากดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว แต่ยังพบภาวะขาดสารอาหารหรือมีความเสี่ยงสูง จึงอาจพิจารณาเริ่มใช้ยากระตุ้นความอยากอาหาร ซึ่ง Cyproheptadine ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีข้อมูลสนับสนุนพอสมควร
5.2 ขนาดยาและระยะเวลาการใช้
(ในบริบทการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำสำหรับการใช้ส่วนบุคคล)
งานวิจัยหลายฉบับในเด็กมีการใช้ Cyproheptadine ในขนาดประมาณ 0.1–0.3 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2–3 ครั้ง โดยทั่วไปไม่ควรเกินขนาดสูงสุดต่อวันที่ระบุไว้ในเอกสารกำกับยา
แนวทางทั่วไปจากตำราและแหล่งข้อมูลด้านยาแนะนำว่า หากใช้เพื่อเพิ่มความอยากอาหารหรือน้ำหนัก แต่ไม่เห็นผลภายในไม่กี่สัปดาห์แรก ควรพิจารณาหยุดยา แทนที่จะปรับเพิ่มขนาดต่อเนื่อง
> คำเตือน: ขนาดยาและระยะเวลาการใช้ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ผู้ดูแล โดยพิจารณาตามน้ำหนักตัว อายุ โรคร่วม และการใช้ยาร่วมอื่น ห้ามนำขนาดยาจากการศึกษาวิจัยไปใช้ด้วยตนเองโดยเด็ดขาด
5.3 การติดตามผลการรักษา
เมื่อตัดสินใจใช้ Cyproheptadine แพทย์จะต้องมีการติดตามอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเด็กและผู้ที่มีโรคร่วม ดังนี้:
* การตอบสนองด้านโภชนาการ: น้ำหนักตัว ส่วนสูง อัตราการเจริญเติบโต (growth velocity)
* อาการไม่พึงประสงค์ที่พบบ่อย: อาการง่วงซึม สมาธิลดลง ผลต่อการเรียนหรือการทำงาน
* ผลข้างเคียงจากฤทธิ์ anticholinergic: เช่น ปากแห้ง ปัสสาวะขัด ท้องผูกรุนแรง
สำหรับกรณีที่ใช้ยาในระยะยาว หรือผู้ป่วยมีโรคตับอยู่เดิม อาจมีการพิจารณาตรวจการทำงานของตับเป็นระยะ ตามดุลยพินิจของแพทย์