Herbal Center and Traditional Midicine yara

Herbal Center and Traditional Midicine yara ปรึกษาโรคทั่วไป นวดอบ สมุนไพร ยาแผนโบราณ แก้ไขอาการปวดเมื่อยต่างๆ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้...
28/07/2024

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเกษมสำราญ พระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายสัญญลักษณ์รายา คณานุรักษ์ #หนุ่มราชภัฎ #เด็กวัดราชา
#ราชภัฎ #วัดราชา #คนของพระราชา #ข้าของแผ่นดิน

???????
02/01/2024

???????

01/07/2023
เก็บมาฝาก  #ความรู้พื้นฐาน
03/11/2022

เก็บมาฝาก #ความรู้พื้นฐาน

03/11/2022

การปรับธาตุ
วิธีคูณธาตุ
ท่านให้ตั้งอายุปีปัจจุบัน เช่น 50 ปี เอา 5 ( กองธาตุ 5 กอง ) คูณอายุ เท่ากับ 50 คูณ 5 ได้ 250
หลังจากนั้นก็ต้องมาทราบว่าธาตุแต่ละธาตุมีกำลังประจำธาตุดังนี้ ดิน 20 , น้ำ 12 , ลม 6 , ไฟ 4 , อากาศ 10
ให้เอากำลังประจำธาตุดิน ( 20 ) บวกกับผลลัพท์อายุที่คูณด้วยกองธาตุ ( 250 ) จะได้ธาตุดิน 20 บวก 250 ได้ 270 สำหรับธาตุน้ำ ลม ไฟ อากาศ ให้เอาผลลัพท์จากธาตุดิน ( 270 ) บวกกับธาตุในแต่ละธาตุ
ธาตุน้ำ 12 บวก 270 ได้ 282
ธาตุลม 6 บวก 270 ได้ 276
ธาตุไฟ 4 บวก 270 ได้ 274
อากาศธาตุ 10 บวก 270 ได้ 280
ให้เอา 4 หารผลลัพท์ที่ได้ในแต่ละธาตุ
ธาตุดิน 270 หาร 4 ได้ 67 เศษ 2
ธาตุน้ำ 282 หาร 4 ได้ 70 เศษ 2
ธาตุลม 276 หาร 4 ได้ 69 เศษ 0
ธาตุไฟ 274 หาร 4 ได้ 68 เศษ 2
อากาศธาตุ 280 หาร 4 ได้ 70 เศษ 0
แต่ละธาตุให้เอาเศษไว้ ตัดส่วนทิ้งไป
ธาตุดิน 2
ธาตุน้ำ 2
ธาตุลม 0
ธาตุไฟ 2
อากาศธาตุ 0
ธาตุทุกธาตุให้ตั้งเกณฑ์ไว้ต้องครบ 8 สลึงของตัวยา เศษของธาตุที่ได้ถือหน่วยเป็นสลึง ดังนั้นเมื่อเติมธาตุให้ครบเกณฑ์ก็จะได้
ธาตุดิน 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุน้ำ 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุลม 0 เพิ่มอีก 8 ได้ครบเกณฑ์ 8
ธาตุไฟ 2 เพิ่มอีก 6 ได้ครบเกณฑ์ 8
อากาศธาตุ 0 เพิ่มอีก 8 ได้ครบเกณฑ์ 8
จะได้ตัวยาที่จะนำไปกินดังนี้
ธาตุดิน. ดอกดีปลี 6 สลึง
ธาตุน้ำ รากชะพลู 6 สลึง
ธาตุลม เถาสะค้าน 8 สลึง
ธาตุไฟ รากเจตมูลเพลิง 6 สลึง
อากาศธาตุ เหง้าขิงแห้ง 8 สลึง
วิธีทำ
เอายาทั้ง 5 รวมกันต้ม ครั้งแรกใส่น้ำท่วมยาเคี่ยวให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วเทเอาน้ำขึ้น
ใส่น้ำเท่าครั้งแรก ต้มเคี่ยวต่อครั้งที่ 2 ให้น้ำเหลือครึ่งหนึ่งแล้วรินน้ำรวมกับที่ต้มครั้งแรก
ครั้งที่สาม ต้มให้งวดเกือบแห้ง แล้วก็รินน้ำมารวมต้มกับครั้งที่ หนึ่ง และสอง เอากากยาทิ้ง แล้วเอาน้ำมากินหรือถ้ากินร่วมกับยาอื่นก็เอาไปดองรวมกัน
วิธีกิน
กินเพียงวันละ 1 ครั้งเท่านั้น เช่น ตอนบ่าย 3 โมงหรือสามทุ่ม หรือจะเอาเวลาไหนก็ได้ แต่ต้องกินเวลาเดียวกันทุกวัน ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะหรือหนึ่งถ้วยชาในการรักษา
ในการรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ ที่มิใช่โรคติดต่อหรือโรคร้ายแรงต่างๆ หารคูณธาตุเป็นการปรับปรุงกองธาตุให้เสมอกัน ไม่ต้องเติมตัวยาอะไรอีกทั้งสิ้น คูณธาตุได้อย่างไรจำนวน 5 อย่างก็เอาเท่านั้น ถ้าธาตุกำเริบหย่อนพิการ ใช้ตัวยา 5 อย่างก็พอ.

หนุมานประสานกายชื่อวิทยาศาสตร์ :   Schefflera leucantha  R. Vig.วงศ์ :   Araliaceaeชื่ออื่น :  -ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม...
04/10/2022

หนุมานประสานกาย
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Schefflera leucantha R. Vig.
วงศ์ : Araliaceae
ชื่ออื่น : -
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่ม สูง 1-4 เมตร แตกกิ่งก้านต่ำใกล้พื้นดิน เปลือกต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ใบ เป็นใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกเรียงสลับ มีใบย่อย 6-8 ใบ รูปรี กว้าง 1.5-3 ซม. ยาว 5-8 ซม. โคนใบแหลม ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบสีเขียวเป็นมัน ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวนวล ผล เป็นผลมีเนื้อ รูปทรงกลม ขนาดเล็ก
ส่วนที่ใช้ : ใบสด
สรรพคุณทางยาไทยบันทึกว่า ใบรสหอมเผ็ดปร่า ขมฝาดเล็กน้อย แก้เจ็บคอ คออักเสบ แก้ปอด และหลอดลมอักเสบ แก้ช้ำใน แก้เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ทำให้เป็นอัมพาต แก้อาเจียนเป็นเลือด กระจายเลือดลมที่จับกันเป็นก้อนหรือคั่งภายใน ใช้ภายนอกตำพอกแผลสด ห้ามเลือด สมานแผลแก้อักเสบบวมทั้งต้น รสหอมเผ็ดปร่าขมฝาดเล็กน้อย ทำให้เลือดลมเดินสะดวก ต้มดื่มรักษาโรคกระเพาะอาหารและลำไส้
สรรพคุณ :
รักษาโรคหืด โรคแพ้อากาศ ขับเสมหะ
รักษาโรคหลอดลมอักเสบ
รักษาวัณโรคปอด แก้ไอ แก้อาเจียนเป็นเลือด
ตำพอกแผลห้ามเลือด ห้ามเลือด
วิธีและปริมาณที่ใช้ :
ช่วยรักษาโรคหอบหืด แพ้อากาศ เป็นภูมิแพ้ ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เป็นเวลา 7 สัปดาห์ โรคหืดจะหาย
ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ และปอดอักเสบ ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น เป็นเวลา 7 สัปดาห์
ช่วยรักษาวัณโรคปอด ด้วยการใช้ใบสดเล็ก ๆ 9 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 ถ้วยแก้ว แล้วเคี่ยวจนเหลือ 1 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ติดต่อกัน 60 วันปอดจะหาย และให้รับประทานต่อไปอีกระยะหนึ่ง
ช่วยรักษาวัณโรค ด้วยการใช้ใบ 10 ช่อ และรากสดของพุดตาน 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำกิน
ยาแก้อาเจียนเป็นเลือด
ใช้ใบสด 12 ใบย่อย ตำคั้นน้ำ 2 ถ้วยตะไล รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยตะไล ติดต่อกัน 5-7 วัน
ข้อควรระวัง ห้ามใช้กับคนเป็นโรคหัวใจ คนที่มีไข้สูง หญิงมีครรภ์ และห้ามกินยานี้ในขณะที่กำลังเหนื่อย ๆ หรือในขณะที่หัวใจเต้นเร็ว เช่นหลังออกกำลังกายเพราะจะยิ่งทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น

28/09/2022

ยาหอมเทพจิตร
แก้ลมกองละเอียด ได้แก่ อาการหน้ามืด ตาลาย สวิงสวาย (อาการที่รู้สึกใจหวิววิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่าจะเป็นลม) ใจสั่น และบำรุงดวงจิตให้ชุ่มชื่น
สูตรตำรับยาประกอบด้วย
ดอกพิกุล 4 กรัม ดอกบุนนาค 4 กรัม ดอกสารภี 4 กรัม
เกสรบัวหลวง 4 กรัม ดอกบัวขม 4 กรัม ดอกบัวเผื่อน 4 กรัม
ดอกมะลิ 183 กรัม ผิวมะกรูด 4 กรัม ผิวมะงั่ว 4 กรัม
ผิวมะนาว 4 กรัม ผิวส้มตรังกานูหรือส้มจุก 4 กรัม ผิวส้มจีน 4 กรัม
ผิวส้มโอ 4 กรัม ผิวส้มเขียวหวาน 4 กรัม ส้มซ่า 28 กรัม
โกฐสอ 4 กรัม โกฐเขมา 4 กรัม โกฐหัวบัว 4 กรัม
โกฐจุฬาลัมพา 4 กรัม โกฐกระดูก 4 กรัม โกศก้านพร้าว 4 กรัม
โกฐพุงปลา 4 กรัม โกฐชฎามังสี 4 กรัม เทียนดำ 4 กรัม
เทียนแดง 4 กรัม เทียนขาว 4 กรัม เทียนข้าวเปลือก 4 กรัม
เทียนตาตั๊กแตน 4 กรัม เทียนเยาวพาณี 4 กรัม เทียนสัตตบุษย์ 4 กรัม
เทียนเกล็ดหอย 4 กรัม เทียนตากบ 4 กรัม ลูกจันทน์ 2 กรัม
ดอกจันทน์ 2 กรัม ลูกกระวาน 2 กรัม ดอกกานพลู 2 กรัม
แก่นจันทน์แดง 2 กรัม แก่นจันทน์ขาวหรือแก่นจันทร์ชะมด 2 กรัม กฤษณา 2 กรัม
กระลำพัก 2 กรัม ขอนดอก 2 กรัม เปลือกชะลูด 2 กรัม
เปลือกอบเชย 2 กรัม หัวเปราะหอม 2 กรัม รากแฝกหอม 2 กรัม
พิมเสน 4 กรัม การบูร 1 กรัม

หญ้าแฝก      หญ้าแฝก ชื่อสามัญ Vetiver grass, Khuskhus, Cuscus, Sevendara grass    หญ้าแฝก ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysopogon z...
28/09/2022

หญ้าแฝก
หญ้าแฝก ชื่อสามัญ Vetiver grass, Khuskhus, Cuscus, Sevendara grass
หญ้าแฝก ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Vetiveria zizanioides (L.) Nash) จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)
สมุนไพรหญ้าแฝก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า หญ้าแฝกหอม (นครราชสีมา, ภาคกลาง), แกงหอม แคมหอม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นต้น
หญ้าแฝกมีอยู่ในโลกประมาณ 11-12 ชนิด แต่ในประเทศไทยพบว่ามีอยู่เพียง 2 ชนิด คือ หญ้าแฝกหอมหรือหญ้าแฝกลุ่ม (Chrysopogon zizanioides (L.) Roberty) และหญ้าแฝกดอน (ชื่อวิทยาศาสตร์ Chrysopogon nemoralis (Balansa) Holttum (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Vetiveria nemoralis (Balansa) A.Camus)) ในธรรมชาติเราจะพบหญ้าแฝกทั้งสองชนิดนี้ได้ทั่วไป เพราะขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ทั้งที่ลุ่มและที่ดอน ในดินสภาพต่าง ๆ จากความสูงใกล้กับระดับน้ำทะเลไปจนถึงระดับประมาณ 800 เมตร และถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของพืชชนิดนี้สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศอินเดีย
ความแตกต่างระหว่างหญ้าแฝกหอมและหญ้าแฝกดอน
หญ้าแฝกทั้งสองชนิดจะมีลักษณะภายนอกของใบที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสามารถจำแนกได้ดังนี้
หญ้าแฝกหอม ใบมีความกว้างประมาณ 0-6-1.2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 45-100 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวเข้ม หลังใบโค้งปลายแบน เนื้อใบค่อนข้างเนียน มีไขเคลือบทำให้ดูมัน ส่วนท้องใบจะออกเป็นสีขาวซีดกว่าหลังใบ
หญ้าแฝกดอน ใบมีความกว้างประมาณ 0.4-0.8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 35-80 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวซีด หลังใบพับเป็นสันสามเหลี่ยม เนื้อใบหยาบสากมือ มีไขเคลือบน้อยทำให้ดูกร้าน ส่วนท้องใบจะเป็นสีเดียวกับหลังใบ แต่จะมีสีซีดกว่า
สำหรับลักษณะโครงสร้างภายนอกเมื่อทำการเปรียบเทียบจะพบว่า ใบหญ้าแฝกหอมจะมีเนื้อใบหนากว่า และขนาดของช่องอากาศก็มีขนาดใหญ่กว่าหญ้าแฝกดอนด้วย
ส่วนความแตกต่างของลักษณะภายในรากที่เห็นได้ชัดเจน คือ รากหญ้าแฝกหอมจะมีโพรงอากาศในบริเวณคอร์เทกซ์ และมีขนาดที่ใหญ่กว่าหญ้าแฝกดอน
ลักษณะของหญ้าแฝก
ต้นหญ้าแฝก จัดเป็นไม้จำพวกหญ้า มีอายุหลายปี เป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอแน่น ใบยาวตั้งตรงขึ้นได้สูงประมาณ 1-2 เมตร กอแฝกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ โคนกอเบียดแน่นไม่มีไหล ส่วนโคนของลำต้นจะแบน โดยเกิดจากส่วนของโคนใบที่แบนเรียงซ้อนกัน และลำต้นแท้จะมีขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกาบใบบริเวณคอดิน มีรากเหง้าเป็นฝอยอยู่ใต้ดินและมีกลิ่นหอม มักพบขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ หรือขึ้นกระจายกันแต่ไม่ไกลกันมากนัก ส่วนการเจริญและแตกกอพบว่าจะมีการแตกหน่อใหม่ทดแทนต้นเก่าอยู่เสมอ โดยจะแตกหน่อออกทางด้านข้างรอบ ๆ กอ ในบ้านเราจะพบหญ้าแฝกได้มากที่โล่งแจ้ง โดยเฉพาะบริเวณที่มีความชื้นสูง หรือใกล้น้ำ และในป่าเต็งรัง
รากหญ้าแฝก รากมีลักษณะเป็นรากฝอยที่แตกจากส่วนของลำต้นใต้ดิน โดยจะกระจายแผ่กว้างออกเพื่อยึดพื้นดินไปตามแนวนอน การเจริญของระบบรากจะเป็นไปในแนวดิ่ง แต่จะเจาะไม่ลึกมาก และจะแตกต่างจากรากหญ้าทั่วไป คือมีรากที่เจริญโตเร็ว สานกันแน่น หยั่งลึกในแนวดิ่งลงใต้ดินไม่แผ่ขนาน และมีรากฝอยขนาดใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อหญ้าแฝกมีอายุได้ประมาณหนึ่งปีครึ่ง รากจะเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ รากแกนส่วนโคนกอจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตร และเปลือกรากจะมีลักษณะอวบน้ำคล้ายกับนวม ช่วยทำหน้าที่เพิ่มความหนา เพิ่มความแข็งแรง ช่วยดูดน้ำและความชื้น และช่วยป้องกันส่วนลำเลียงน้ำและสารอาหารที่อยู่ภายใน
ใบหญ้าแฝก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ โดยใบจะแทงออกมาจากเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลักษณะของใบเรียวยาวหรือแคบยาว ขอบใบขนาดปลายใบสอบแหลม ขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 120 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบเรียบ ท้องใบจะมีสีจางกว่าด้านหลังใบ เนื้อใบกร้านสากและคายมือ โดยเฉพาะใบแก่ ขอบใบและเส้นกลางใบจะมีหนามละเอียด หนามบนใบที่ส่วนโคนและกลางแผ่นใบจะมีน้อย โดยหนามจะมีลักษณะตั้งทแยงชี้ขึ้นไปทางปลายใบ ส่วนกระจังหรือเยื่อกันน้ำฝนที่โคนใบจะลดรูปเหลือเพียงแผ่นโค้งของขนสั้นละเอียด แต่จะมีมากตรงปลาย ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น
ดอกหญ้าแฝก ออกดอกเป็นช่อตั้งลักษณะเป็นรวง โดยจะออกบริเวณปลายยอด ก้านช่อดอกยาวกลมยื่นพ้นจากลำต้น ก้านช่อดอกและรวงจะมีความสูงประมาณ 100-150 เซนติเมตร (หรืออาจถึง 200 เซนติเมตรในต้นที่มีความสมบูรณ์) และเฉพาะในช่วงของช่อดอกหรือรวงจะสูงประมาณ 20-40 เซนติเมตร แผ่กว้างเต็มที่ได้ประมาณ 10-15 เซนติเมตร ดอกย่อยจำนวนมาก มีขนาดเล็กและเป็นสีม่วงอมเขียว หญ้าแฝกจะมีดอกหญ้าเรียงตัวกันอยู่ด้วยเป็นคู่ ๆ โดยจะมีลักษณะและขนาดที่ใกล้เคียงกัน ในแต่ละคู่จะประกอบไปด้วยดอกที่ไม่มีก้านและดอกที่มีก้าน ยกเว้นตรงส่วนปลายของก้านช่อย่อยที่มักจะเรียงเป็น 3 ดอกอยู่ด้วยกัน โดยดอกที่มีก้านจะชูอยู่ด้านบนและเป็นดอกเพศผู้ที่มีแต่เกสรอยู่ด้านใน ส่วนดอกที่ไม่มีก้านจะอยู่ด้านล่างและเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ และในแต่ละดอกจะประกอบไปด้วยดอกย่อยอีก 2 ดอก ซึ่งส่วนมากจะมีการลดรูปหรือเจริญไม่สมบูรณ์จนเหลือแต่ดอกย่อยเพียงดอกเดียวกับดอกย่อยเปล่า ๆ ที่มีแต่กาบคลุมอยู่ ดอกหญ้าแฝกจะมีลักษณะเป็นรูปกระสวย ปลายสอบ ดอกมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 2.5-3.5 มิลลิเมตร ด้านหลังดอกมีผิวขรุขระ มีหนามแหลมขนาดเล็ก โดยเฉพาะที่บริเวณขอบ
ผลหญ้าแฝก ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก ผลหญ้าแฝกจะเป็นแบบ Caryopsis เมื่อดอกได้รับการผสมแล้ว ดอกที่ไม่มีก้านดอกที่เป็นดอกสมบูรณ์ก็จะติดเมล็ด เมล็ดจะมีลักษณะเป็นรูปกระสวย หัวท้ายมน ผิวเรียบ เปลือกบาง เมล็ดมีขนาดกว้างประมาณ 1-1.5 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร โดยดอกหญ้าแฝกจะสามารถติดเมล็ดได้เพียงร้อยละ 50 เท่านั้น เนื่องจากในแต่ละช่อดอกจะมีดอกสมบูรณ์เพศประมาณครึ่งหนึ่ง ประกอบกับการสุกของเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมียที่อยู่ในดอกเดียวกันหรือต่างดอกกันมักจะไม่สัมพันธ์กัน ทำให้โอกาสที่จะผสมพันธุ์กันนั้นมีน้อย
สรรพคุณของหญ้าแฝก
รากมีรสหอม ช่วยทำให้ดวงจิตชุ่มชื่น (ราก)
รากช่วยแก้โรคประสาท ส่วนกลิ่นของรากช่วยกล่อมประสาท (ราก)
น้ำมันหอมระเหยช่วยทำให้นอนหลับ ทำให้สงบ (น้ำมันหอมระเหย)
ช่วยบำรุงโลหิต (ราก)
ช่วยแก้โลหิตและดี (ราก)
รากมีสรรพคุณเป็นยาลดไข้ แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้อันเกิดแต่ซาง แก้ไข้อภิญญาณ (ราก)
ส่วนหัวมีสรรพคุณช่วยแก้ไข้หวัด (หัว)
ช่วยแก้อาการปวดท้อง (ราก)
ช่วยแก้ท้องร่วง ท้องเดิน (ราก, หัว)
รากใช้เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้อาการท้องอืด จุกเสียด ทำให้หาวเรอ (ราก, หัว)
ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก, หัว)
ช่วยแก้คุดทะราด (ราก)
ช่วยแก้ร้อน (ราก, หัว)
ใช้ต้มอาบทำให้กระชุ่มกระชวย (ราก)
ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย (หัว)
รากหญ้าแฝกจัดเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษาอาการทางระบบไหลเวียนโลหิตหรือตำรับยาแก้ลม เช่น ในตำรับ “ยาเทพจิตร” (ตำรับยาหอมแก้ลมกองละเอียด เช่น อาการหน้ามืดตาลาย สวิงสวาย ใจสั่น) และในตำรับ “ยาหอมนวโกฐ” (ตำรับยาแก้ลมวิงเวียน คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมปลายไข้)
หญ้าแฝกเป็นส่วนประกอบของตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น ตำรับ “ยาประสะกานพลู” (ตำรับยาแก้อาการปวดท้อง จุกเสียดแน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อยเนื่องจากธาตุไม่ปกติ) และใน “ตำรับยาเขียวหอม” (ตำรับยาบรรเทาอาการไข้ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้พิษหัด พิษสุกใส)
นอกจากนี้ยังมีปรากฏอยู่ในตำรับ “ยามโหสถธิจันทน์” (ใช้เข้าเครื่องยาแฝกหอมร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นอีก 15 ชนิด แล้วนำมาบดให้ละเอียดทำเป็นแท่ง ใช้น้ำดอกไม้เป็นกระสาย ใช้ชโลมตัวหรือกินเป็นยาแก้ไข้) และยังปรากฏอยู่ในตำรับยาอายุรเวทของอินเดีย ที่นำมาใช้เป็นยาลดไข้ แก้กระหาย และแก้อาการปวดศีรษะ ส่วนในประเทศศรีลังกาจะเป็นที่รู้จักว่าเป็นน้ำมันที่ช่วยให้ระงับสงบ หรือ “Oil of tranquility”
ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหญ้าแฝก
องค์ประกอบทางเคมีที่พบ ได้แก่ น้ำมันหอมระเหย (Vetiver oil) ประมาณ 0.3-1% โดยประกอบไปด้วยสาร vetiverol ประมาณ 50-75%, alpha-vetivone 4.36%, beta-vetivenene, beta-vetivone, khusimol[4]
น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ ทำให้ผิวหนังร้อนแดงอย่างอ่อน ทำให้นอนหลับ ทำให้สงบ
หญ้าแฝกมีฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชัน ต้านมาลาเรีย ต้านยีสต์ ยับยั้งเชื้อรา ไล่แมลง ฆ่าเห็บโค
จากการทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันของสารสกัดจากรากหญ้าแฝกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูทดลองกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม หรือคิดเป็น 7,143 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับขนาดที่ใช้รักษาในคน และให้โดยวิธีการฉีดเข้าทางใต้ผิวหนังของหนูทดลองในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ไม่พบว่ามีความเป็นพิษ[4]
ประโยชน์ของหญ้าแฝก
หญ้าแฝกหอมเป็นพืชที่สะสมน้ำมันหอมไว้ในส่วนของราก คนไทยสมัยก่อนจึงใช้รากของหญ้าแฝกเป็นเครื่องหอมสำหรับอบเสื้อผ้า แก้กลิ่นอับในตู้เสื้อผ้า ใช้ขับไล่แมลง ด้วยการใช้รากแห้งนำมาแขวนในตู้เสื้อผ้า และยังใช้ผสมกับน้ำมันให้เกิดกลิ่นหอม หรือนำไปผลิตเป็นเครื่องสำอางต่อไป
คุณสมบัติของหญ้าแฝก เนื่องจากภายในของรากหญ้าแฝกมีลักษณะเหมือนกับรากของพืชน้ำ มันจึงสามารถทนต่อน้ำท่วมขังได้เป็นอย่างดี จึงนำมาใช้ปลูกเพื่อการอนุรักษ์ดินและน้ำ สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน์เพื่อช่วยแก้ปัญหาและป้องกันการพังทลายของดิน เพื่อป้องกันความเสียหายของชั้นบันไดดินหรือคันคูคลองรับน้ำรอบเขา เพื่อป้องกันรักษาการกัดเซาะของน้ำจากแม่น้ำบริเวณคอสะพาน เพื่อป้องกันตะกอนดินลงสู่ทางน้ำ ปลูกเพื่อแก้ปัญหาดินดาน ฟื้นฟูดิน เพื่อควบคุมมลพิษ รักษาสภาพแวดล้อม หรือใช้ปลูกเป็นแถวตามแนวระดับ ขวางความลาดเท เป็นต้น
ส่วนประโยชน์ของหญ้าแฝกหอมอื่น ๆ เช่น การนำมาเย็บเป็นตับเพื่อใช้มุงหลังคา ใช้ในคอกสัตว์ รองนอนให้เล้าสัตว์เลี้ยง ใบใช้เป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ใช้เพาะเห็ด ทำเป็นปุ๋ยหมักและพืชคลุมดิน หรือใช้รากนำมาทำพัด สำหรับพัดให้ความเย็นและให้กลิ่นหอมเย็น และใช้ในงานหัตถกรรมต่าง ๆ ทำเชือก หมวก ตะกร้า เครื่องประดับ เครื่องตกแต่งบ้าน ของใช้สำนักงาน ไม้อัด งานประดิษฐ์ งานจักสาร ฯลฯ

“ต้นยางนา” มีประโยชน์ มากคุณค่า เป็นทั้งไม้เศรษฐกิจและพืชสมุนไพรต้นยางนา พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่...
19/07/2022

“ต้นยางนา” มีประโยชน์ มากคุณค่า เป็นทั้งไม้เศรษฐกิจและพืชสมุนไพร
ต้นยางนา พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มีคำว่า “ยาง” มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นต้น และยางนา ไม้มีค่าคู่เมืองไทยมาช้านาน
ความสำคัญแต่โบราณ ยาง หรือยางนา คือต้นยางที่ให้น้ำมันยางแก่คนไทยในรุ่นโบราณอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รวมทั้งยังเป็นต้นไม้ที่คนไทยรุ่นเก่า ท่านได้นำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยเป็นลำดับรองลงมาจากไม้สัก เป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตป่าดิบใกล้ๆ ลำห้วย ลำธาร
ยางนา ชื่อวิทยาศาสตร์
Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus gonopterus Turcz., Dipterocarpus incanus Roxb., Dipterocarpus philippinensis Foxw.) จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE)[1]
สมุนไพรยางนา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยางกุง (เลย), ยางควาย (หนองคาย), ชันนา ยางตัง (ชุมพร), ยางขาว ยางแม่น้ำ ยางหยวก (ภาคเหนือ), ยางใต้ ยางเนิน (ภาคตะวันออก), ยาง (ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กาตีล (เขมร-ปราจีนบุรี), ขะยาง (ชาวบน-นครราชสีมา), จะเตียล (เขมร), เยียง (เขมร-สุรินทร์), จ้อง (กะเหรี่ยง), ทองหลัก (ละว้า), ราลอย (ส่วย-สุรินทร์), ลอยด์ (โซ่-นครพนม), ด่งจ้อ (ม้ง), เห่ง (ลื้อ) เป็นต้น[1],[5],[6],[7]
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 40-50 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา เรียบ สีเทาหรือเทาปนขาว โคนต้นมักเป็นพูสูงขึ้นมาเล็กน้อย ขนาดเส้นรอบวงเพียงอกของต้นที่มีอายุมาก ระหว่าง 4-7 เมตร หรือมากกว่า ยอดและกิ่งอ่อนมีขนทั่วไป และมีรอยแผลใบปรากฏชัดตามกิ่ง รูปทรงเรือนยอดเป็นพุ่มกลม แน่นทึบ
ใบ ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ รูปรีหรือรูปไข่ ปลายใบมนถึงแหลม โคนใบมน เนื้อใบหนา ผิวใบด้านบนเกลี้ยง ยกเว้นเส้นกลางใบ ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม ใบอ่อนมีขนสีเทาประปราย
ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆ ตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อ มี 3-8 ดอก สีขาวอมชมพู กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย และมีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกเป็น 5 แฉก มีกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบบิดเบี้ยวแบบกังหัน ออกดอกระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม
ผล แบบผลแห้ง ตัวผลกลมหรือรูปไข่ มีครีบยาว 5 ครีบ ด้านบนมีปีก 2 ปีก ปลายมน มีเส้นตามยาว 3 เส้น ปีกอีก 3 ปีก มีลักษณะสั้นมากคล้ายหูหนู ผลแก่ระหว่างเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
นิเวศวิทยา พบขึ้นในที่ลุ่มต่ำริมห้วย ลำธาร และตามหุบเขาทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในระดับความสูงของน้ำทะเล เฉลี่ยคือ 350 เมตร ในต่างประเทศพบที่บังกลาเทศ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามใต้ และมาเลเซีย
การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สรรพคุณทางสมุนไพร ของต้นยางนา
น้ำต้มจากเปลือก เป็นยาบำรุงร่างกาย ฟอกเลือด บำรุงโลหิต แก้ตับอักเสบ และใช้ทาถู นวดขณะร้อนๆ เป็นยาแก้ปวดตามข้อ
น้ำมันยาง ใช้ผสมกับเมล็ดกุยช่ายซึ่งคั่วให้เกรียม และบดให้ละเอียด ใช้เป็นยาอุดฟัน แก้ฟันผุ
เมล็ดและใบ ต้มใส่เกลือ ใช้อมแก้ปวดฟัน ฟันโยกคลอน น้ำมันยาง ผสมกับแอลกอฮอล์ รับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้มุตกิดระดูขาวของสตรี หรือใช้จิบเป็นยาขับเสมหะก็ได้
ใบและยาง รับประทานเป็นยาขับเลือด ทำให้เป็นหมัน น้ำมันยางดิบ มีสรรพคุณเป็นยาถ่ายหัวริดสีดวงทวารหนักให้ฝ่อ น้ำมันยางจากต้น มีสรรพคุณเป็นยาสมานแผล ห้ามหนอง ใช้เป็นยาทาแผลเน่าเปื่อย แผลมีหนอง แผลโรคเรื้อน แก้โรคหนองใน และเป็นยากล่อมเสมหะ
สรรพคุณของยางนาตำรายาไทย
น้ำต้มจากเปลือกเป็นยาบำรุงร่างกาย ฟอกเลือด บำรุงโลหิต แก้ตับอักเสบ และใช้ทาถูนวดขณะร้อน ๆ เป็นยาแก้ปวดตามข้อ (เปลือกต้น)
น้ำมันยางใช้ผสมกับเมล็ดกุยช่าย (Allium tuberosum Rottler ex Spreng.) นำมาคั่วให้เกรียม บดให้ละเอียด ใช้เป็นยาอุดฟันแก้ฟันผุ (น้ำมันยาง)
เมล็ดและใบมีรสฝาดร้อน นำมาต้มใส่เกลือ ใช้อมแก้ปวดฟัน ฟันโยกคลอน (เมล็ด, ใบ)
ใช้น้ำมันยาง 1 ส่วน ผสมกับแอลกอฮอล์กิน 2 ส่วน แล้วนำมารับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้มุตกิดระดูขาวของสตรี หรือใช้จิบเป็นยาขับเสมหะก็ได้
ใบและยางมีรสฝาดขมร้อน ใช้รับประทานกินเป็นยาขับเลือด ตัดลูก (ทำให้เป็นหมัน)
น้ำมันยางดิบมีรสร้อนเมาขื่น มีสรรพคุณเป็นยาถ่ายหัวริดสีดวงทวารหนักให้ฝ่อ (น้ำมันยางดิบ)
น้ำมันยางจากต้นมีรสร้อนเมาขื่น มีสรรพคุณเป็นยาสมานแผล ห้ามหนอง ใช้เป็นยาทาแผลเน่าเปื่อย แผลมีหนอง แผลโรคเรื้อน แก้โรคหนองในและเป็นยากล่อมเสมหะ (น้ำมันยาง)

มาปลูกกัญทำยากัญ  #กัญชง  #กัญชา
21/05/2022

มาปลูกกัญทำยากัญ #กัญชง #กัญชา

 #ปลา  ช่วยบำรุงสุขภาพ “ปลา” ไม่ว่าจะเป็นปลาทะเล ปลาน้ำจืด ปลาน้ำลึก คือตัวบำรุงสุขภาพ อันดับแรกเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นโป...
15/04/2022

#ปลา ช่วยบำรุงสุขภาพ “ปลา” ไม่ว่าจะเป็นปลาทะเล ปลาน้ำจืด ปลาน้ำลึก คือตัวบำรุงสุขภาพ อันดับแรกเสมอ เพราะนอกจากจะเป็นโปรตีนคุณภาพดีแล้ว เนื้อปลายังไม่ทำให้อ้วนง่ายเหมือนโปรตีนเนื้อสัตว์อื่นๆ อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังอุดมไปด้วยสารอาหารดีๆ มากมายอย่างไอโอดีน วิตามินดี เกลือแร่ ฯลฯ
โดยเฉพาะปลาน้ำลึก หรือปลาที่อยู่ในเขตน้ำเย็น จะมีไขมันดีที่มีชื่อว่า “โอเมก้า 3” (Omega 3) ที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงหลอดเลือดและหัวใจให้แข็งแรง และมีสารย่อยชื่อว่า EPA และ DHA ซึ่งช่วยในการบำรุงสมองและสายตา และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการอักเสบในข้อเข่าได้เป็นอย่างดี
คนที่ทานปลาเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จะสามารถลดอัตราการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 15% และสามารถเพิ่มการบำรุงสมองส่วนสีเทา (Gray Matter) และมีส่วนช่วยในการบำรุงความทรงจำ ป้องกันอัลไซเมอร์ได้ดีมาก
โดยปลาบางสายพันธุ์ที่มีวางขายในตลาดบ้านเราทั่วไป แม้จะไม่ใช่ปลาน้ำลึก แต่ก็มีไขมันโอเมก้า 3 อยู่ไม่น้อย เช่น ปลาดุก ปลาทู ปลาสวาย จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดอันดับชนิดปลาในท้องตลาดทั่วไปที่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูง ดังต่อไปนี้ (ต่อ 100 กรัม)
ปลาแซลมอน มีโอเมก้า 3 – 2,506 มก.
ปลาทูน่า มีโอเมก้า 3 – 1,298 มก.
ปลาจะละเม็ดขาว มีโอเมก้า 3 – 840 มก.
ปลาดุก มีโอเมก้า 3 – 460 มก.
ปลาสวาย มีโอเมก้า 3 – 450 มก.
ปลาช่อน มีโอเมก้า 3 – 440 มก.
ปลากะพงขาว มีโอเมก้า 3 – 400 มก.
ปลาสลิด ปริมาณโอเมก้า 3 – 360 มก.
ปลาทู มีโอเมก้า 3 – 220 มก.
ปลานิล มีโอเมก้า 3 – 120 มก.
ปลาเป็นโปรตีนคุณภาพสูงที่เราควรเลือกทานเป็นอันดับแรกเสมอ เนื่องจากมีไขมันดีมาก ไขมันไม่ดีน้อย ทานแล้วไม่อ้วน นอกจากเพื่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ปลายังเหมาะกับผู้ป่วยหรือเสี่ยงโรคเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

03/04/2022

#โภชนาบำบัด #เก็บมาฝาก
1.ดื่มน้ำร้อนปลอดทุกโรค
2.กินไข่ลวกวันละสองฟอง(ไข่ขาวสุก ไข่แดงยางมะตูม=ลวกในน้ำร้อน6-7นาที) ใส่พริกไทยดำตำเองหนึ่งช้อนชา จะห่างไกลจากอัลไซเมอร์ไม่ต้องไปหาหมอ
3.หยุดกินน้ำตาลทราย เพราะเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรคต่างๆ ใช้น้ำตาลกวน(น้ำผึ้งแว่น)
4.กินทุเรียน ช่วยรักษาโรคมะเร็ง และแก่ช้า
5.กินแตงโม ช่วยแก้เลือดอุดตัน ลิ่มเลือด และช่วยบำรุงเลือด ถ้าเป็นผู้ชาย จะทำให้สมถรรพภาพทางเพศแข็งแรง
6.สตรีกินสับปะรด ช่วยกระช้บช่องคลอด
7.กินกล้วยไข่ ช่วยบำรุง ตับ ไต ผิว ตา กระดูก (เหมาะสำหรับคนทำงานหน้าคอมฯ) ทำให้หน้าอกโตด้วย
8.กล้วยน้ำว้านำไปเผาทั้งเปลือก ช่วยรักษา ปวดหัว ตัวร้อน และเบาหวาน
9.กล้วยหอม เด็กถ้ากินช่วยให้ความจำดี และสตรีวัยทองช่วยปรับฮอร์โมน ให้กินกับน้ำมะพร้าวอ่อน จะดีมาก
10.น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น ใช้กินและนวดหน้า นวดร่างกายทำให้ดูอ่อนกว่าวัย รักษา ฝ้า กระ ดีมาก เพราะน้ำมันมะพร้าวเป็นสารตั้งต้นของเครื่องสำอางค์ทุกชนิด
11.กินน้ำมันหมูดีที่สุดเพราะซ่อมสร้างเนื้อเยื่อได้ ที่เหลือขับทิ้งได้ไม่เหมือนน้ำมันพืช ที่ผ่านกรรมวิธีมีสารเคมีตกค้างมากมาย มีอันตราย ต่อสุขภาพระยะยาวแน่นอน
12.กินหอมแดง หอมใหญ่ กระเทียม และตามด้วยมะนาวฝานบางๆทั้งเปลือก 2-3 ชิ้น เพื่อดับกลิ่น เพื่อลดไขมันตัวร้ายในหลอดเลือด ดีกว่ากินยา

ที่อยู่

ธนวิถี 4
Yala
95000

เวลาทำการ

จันทร์ 09:00 - 17:00

เบอร์โทรศัพท์

+66902979971

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Herbal Center and Traditional Midicine yaraผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แชร์

ประเภท