ลัดดาโอสถ - Ladda-OSoth

ลัดดาโอสถ - Ladda-OSoth สุขภาพ

16/11/2025
ลัดดาโิอสถ เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่งค่ะ💜
29/10/2025

ลัดดาโิอสถ เข้าร่วมโครงการ คนละครึ่ง
ค่ะ💜

28/10/2025

มาขยายความเข้าใจให้กับผู้บริโภคกันหน่อย หลังจากที่ผู้บริโภคเข้าใจผิดไปต่างๆนาๆ ก็จะมาสรุปให้ฟังเอาแบบเข้าใจง่าย

จากการตรวจพบเชื้อจุลินทรีย์เกินมาตรฐานในผลิตภัณฑ์บางล็อตของบริษัท ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจำกัดเฉพาะล็อต 332 ซึ่งผลิตเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว โดยล็อตอื่นๆ ของบริษัทไม่มีปัญหาและยังจำหน่ายได้ตามปกติ

โดยบริษัทได้รับแจ้งว่าเป็นกรณี“เชื้อจุลินทรีย์เกินมาตรฐาน” ทว่าจุดที่ยังไม่ชัดคือชนิดของเชื้อและนิยามทางเทคนิค เนื่องจากทาง อย. ยังไม่ได้แจงรายละเอียดเชิงลึก ว่าเชื้อดังกล่าวคืออะไร อันตรายมากน้อยเพียงใดหรือมีผลอย่างไรต่อผู้บริโภค

และ “ไม่ได้บ่งเพาะว่าเป็นเชื้อรา” ซึ่งในกระบวนการเดิมของบริษัท มีการเพาะเชื้อมาตรฐาน 3 ตัว ตั้งแต่ก่อนยื่นขอ อย. และที่ผ่านมา “ไม่เคยเจอความผิดปกติ” จึงต้องการเข้าพบ อย. เพื่อตีความคำว่า ‘จุลินทรีย์เกินมาตรฐาน’ ให้ชัดเจน

ขณะนี้บริษัทได้ดำเนินการเรียกเก็บคืนล็อต 332 แล้ว โดยยอมรับว่าเนื่องจากเป็นล็อตเก่าจากปีก่อนจึงรวบรวมคืนได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ได้ นัดกับ อย. เพื่อทำลายสินค้าในวันที่ 4 พ.ย. 2568 พร้อมกันนั้นบริษัทอยู่ระหว่างประสานให้ อย. ออกหนังสือชี้แจงเพิ่มเติม เพื่ออธิบายข้อเท็จจริงนั่นเองจ้า
รับทราบนะ #ผู้บริโภค

19/10/2025

การประคบเย็น เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ ธรรมชาติไม่ได้เตรียมมาเพื่อสิ่งนี้ตรงๆ เล้ยยยย55 แล้วมนุษย์ก็สรรหามาใช้รักษากันได้ และใช้กันมานานมากแล้วด้วย


ที่เรามีชีวิตทุกวันนี้ปกติดี ส่วนหนึ่งคือ มีระบบ ‘รักษาความร้อน’ ให้ร่างกายมีอุณหภูมิคงที่ที่ช่วงแคบๆ เสมอ เพราะการทำงานของเซลล์ต่างๆ ทำได้ปกติที่ช่วงนี้

ธรรมชาติเลยสร้างกลไก ‘เพิ่มอุณหภูมิ’ ใช้ตอนแวดล้อมเย็น
และกลไก ‘ลดอุณหภูมิ’ ใช้ตอนแวดล้อมร้อน มารอไว้


ซึ่งกลไกที่เพิ่มอุณหภูมิวิธีนึงคือ พยายาม ‘ลดการสูญเสียความร้อน’ ทางผิวหนังฮะ โดยการสั่งให้หลอดเลือดที่ผิวหนังชั้นผิวๆ ‘หดตัว’ (Vasoconstriction)

ทำให้เลือดผ่านมาจุดนี้ได้ยากขึ้น ส่งผลให้เลือด ‘ที่เป็นเสมือนตัวเก็บความร้อน’ ไหลเวียนภายในร่างกายที่ลึกขึ้น ลดการเสียความร้อนตอนที่ไหลมาที่ผิวหนัง

โดยธรรมชาติได้วางให้ มีเซนเซอร์อุณหภูมิต่ำ (TPRM8/TRPA1) ตรวจจับอยู่แล้ว เพื่อส่งสัญญาณให้สมองรับรู้และเริ่มสั่งให้หลอดเลือดหดตัว รวมทั้งหลอดเลือด ณ จุดนั้นเอง สามารถหดตัวได้เองเลยแบบเฉพาะที่


และนี่แหละค่ะ คือสิ่งที่มนุษย์เอามาใช้


ประคบเย็นในตำแหน่งที่อักเสบ
→ เซนเซอร์รับรู้ว่าตอนนี้ เย็นลง
→ ไม่ได้การละ ตอนนี้ต้องเปิดระบบลดการเสียความร้อน
→ หลอดเลือดจุดนั้นหดตัว
→ ร่างกายยิ้มเพราะลดการเสียความร้อน ส่วนเราก็ยิ้ม เพราะเลือดไหลมาเลี้ยงจุดที่อักเสบ ลดลง
→ ความดันเลือดฝอยจุดนั้นลดลง
→ ดันน้ำรั่วออกมาน้อยลง
→ ลดการบวม


แถมจุดที่อุณหภูมิต่ำๆ เซลล์จะเข้าโหมดประหยัดพลังงาน รวมไปถึงเหล่าเม็ดเลือดขาวด้วย ทำให้ปล่อยพวกสารก่ออักเสบลดลง ทำให้ลดการขยายหลอดเลือด/ลดการรั่วของน้ำออกมาอีก

การลดการใช้พลังงานของเซลล์ที่เสียหาย ยังช่วยทำให้ไมโตคอนเดรียที่เสียหายรุนแรงนั้น ไม่โหมงานหนักจนสร้างสารอนุมูลอิสระ (ไมโตคอนเดรียที่ใกล้เจ๊ง แทนที่จะเผาผลาญสารอาหารแล้วได้พลังงาน ATP แต่จะได้สารอนุมูลอิสระแทน)


ไม่เพียงเท่านั้น

การกระตุ้นการรับรู้ความเย็น สัญญาณประสาทที่วิ่งเข้าไขสันหลัง จะแยกตัวมายับยั้งสัญญาณประสาทจากความเจ็บปวดด้วย เพราะเซลล์ประสาทสองตัวนี้ มันมารวมจุดใกล้กันที่ไขสันหลัง

ผลคือ ลดการเจ็บบริเวณที่ประคบ เรียกโมเดลทฤษฎีนี้ว่า Gate control theory


ดังนั้นสรุปนะคะ ทำไมประคบเย็นถึงลดบวมลดเจ็บได้
👉 หลอกให้เย็น เพื่อเปิดโหมดรักษาความร้อน หดหลอดเลือด ลดเลือดมาเลี้ยง ลดน้ำรั่ว ลดบวม
👉 หลอกให้ตรงนั้นรับรู้ความเย็นเยอะๆ ทำให้ยับยั้งการปวด
👉 ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวเข้าโหมดรักษาพลังงาน สร้างสารอักเสบน้อยลง ลดความคึก


จึงไม่แปลกเวลามีการบาดเจ็บใดๆ ที่ไม่ได้มีแผลเปิดเยอะๆ การประคบเย็น 24-48 ชม. แรก จะลดอาการอักเสบลงได้มาก โดยเม็ดเลือดขาวเองก็ยังทำงานได้ปกติอยู่ค่ะ

แต่ต้องระวังในบางโรคนะคะ เช่น โรคที่หลอดเลือดตีบเยอะๆ อยู่แล้ว อย่างเบาหวานที่คุมไม่ดี มีปลายประสาทชามากๆ, โรคหลอดเลือดหดตัวแบบ Raynaud อีกอันนี้อาจกระตุ้นโรคให้แย่ลงได้ค่ะ

09/10/2025

** ของทอดกรอบ กับ อาการไอ ***

! ทั้งเด็ก และ ผู้ใหญ่ ควรทราบ !

>> เหตุผลที่อาหารทอดกรอบกระตุ้นอาการไอ > เสมหะเหนียวมาก ไอหนักขึ้นอีก

*** 5 ข้อ นี้ คือกลไกหลัก ที่อธิบาย อาการไอ และ อาการเจ็บป่วย***

ที่อาจรุนแรงขึ้น เมื่อกินของทอด หรือ UPFs ในช่วงป่วย

จริงๆ การกินของแบบนี้เป็นประจำ ยังส่งเสริมให้เกิดการ
อักเสบแบบต่ำๆ ในช่องปาก อันนำมาสู่ การติดเชื้อง่าย
การเปลี่ยนแปลงของ แบคทีเรียเจ้าถิ่นในช่องปาก และ
ทางเดินอาหาร

คนไข้ที่มาหาผมที่คลินิก หรือ รอดกลับไป(แบบดีๆ) จาก ICU
ที่ผมดูแล ผู้ปกครองจะได้รับการ "อบรม" หนักๆ มากเรื่องนี้
ชนิดที่ว่า "ถ้าไม่อยากเจอกันที่นี่ ก็โปรดนำไปปรับใช้กับน้อง"

ก่อนที่จะไม่มีโอกาส ได้กลับบ้านแบบดีๆ ในครั้งนี้อีกครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ กับทุกท่าน ไม่เฉพาะเด็กๆนะครับ

ด้วยความปรารถนาดี

#หมอจิรรุจน์

ลุงหมอที่มักโดนผู้ปกครองหลายท่าน แซะ
ว่า "หัวโบราณ" "ขี้กลัว" แต่ผมไม่โกรธนะครับ
ผมถึงว่า ผมได้ทำหน้าที่ ของผมแล้ว
ที่เหลือ "บุญทำ กรรมแต่ง" แล้วล่ะครับ

แชร์ได้เลยนะครับ เผื่อมีคนกำลังทุกข์เพราะเรื่องนี้
จะได้ หาทางพ้นทุกข์ จากกรณีดังกล่าวเสียที ครับ

17/09/2025

5 ข้อควรรู้ก่อนกิน ergotamine

Ergotamine จัดเป็นยาในกลุ่ม ergot alkaloids ที่ใช้สำหรับบรรเทาอาการเฉียบพลันของไมเกรน (abortive therapy) โดยไม่แนะนำให้ใช้เป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันอาการปวดศีรษะ เนื่องจากความเสี่ยงต่อการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ ยานี้มักไม่ใช่ทางเลือกแรกในการรักษา เนื่องจากมีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากกว่า เช่น triptans หรือ gepants อย่างไรก็ตาม อาจพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ได้รับการคัดกรองอย่างเหมาะสม และต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

(1) ขนาดยาที่เหมาะสม (Dose)
▪️ เม็ดอมใต้ลิ้น
- ขนาด 2 mg
- ใช้ทันทีเมื่อเริ่มมีอาการไมเกรน
- สามารถใช้ซ้ำทุก 30 นาที ตามอาการ
- ไม่เกิน 3 เม็ดภายใน 24 ชั่วโมง (รวม 6 mg/วัน)
- ไม่เกิน 5 เม็ดต่อสัปดาห์ (รวม 10 mg/สัปดาห์)
▪️ เม็ดรับประทานผสม Ergotamine 1 mg + Caffeine 100 mg
- เริ่มใช้เมื่อมีอาการครั้งแรก
- ทวนซ้ำได้ตามอาการ
- ไม่เกิน 6 เม็ดต่อครั้งของอาการปวด
- ไม่เกิน 10 เม็ดต่อสัปดาห์
▪️ ยาเหน็บทวาร (Suppository: Ergotamine 2 mg + Caffeine)
- ใช้ไม่เกิน 2 เหน็บต่อหนึ่งครั้งของอาการปวด
- ไม่เกิน 5 เหน็บต่อสัปดาห์
หมายเหตุสำคัญ
ห้ามใช้ยาแบบประจำวัน (chronic daily use) เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดพิษจากยา (ergotism) และภาวะปวดศีรษะจากการใช้ยาเกิน (medication-overuse headache; MOH)

(2) จังหวะเวลาในการใช้ยา (Timing): “ยิ่งเร็ว ยิ่งได้ผล”
การให้ยาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของไมเกรน เช่น เมื่อเริ่มมีอาการปวดศีรษะ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของยา
> ตามข้อมูลจากฉลากยา early administration gives maximum effectiveness
หลีกเลี่ยงการใช้ยาช้าหรือรอจนมีอาการรุนแรง เพราะมักทำให้ยาตอบสนองได้ไม่ดีเท่าที่ควร

(3) ข้อห้าม “อย่าใช้เกินขนาด” ทั้งปริมาณและความถี่
▪️ ห้ามใช้เกินขนาดต่อวันและต่อสัปดาห์
ควรปฏิบัติตามข้อจำกัดด้านปริมาณตามข้อกำหนดในฉลากยาอย่างเคร่งครัด
- ไม่เกิน 6 mg/วัน
- ไม่เกิน 10 mg/สัปดาห์
▪️ ห้ามใช้บ่อยเกินเดือนละ 10 วัน
การใช้ ergotamine ≥ 10 วันต่อเดือน ติดต่อกันนานกว่า 3 เดือน อาจนำไปสู่ภาวะ medication-overuse headache (MOH) ซึ่งมีลักษณะปวดศีรษะถี่ขึ้นเรื่อย ๆ แม้ใช้ยาแล้วก็ไม่บรรเทา
หากมีแนวโน้มดังกล่าว ควรพิจารณาหยุดใช้ยาแบบเฉียบพลัน และปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาด้วยยาในกลุ่มป้องกันไมเกรน (preventive therapy)

(4) ข้อห้ามใช้และปฏิกิริยาระหว่างยา : ประเด็นสำคัญที่ต้องระวังอย่างเคร่งครัด
❌ ข้อห้ามใช้ (Absolute contraindications)
ห้ามใช้ ergotamine ในกรณีดังต่อไปนี้
- หญิงตั้งครรภ์
เนื่องจากยาออกฤทธิ์ oxytocic และ vasoconstrictive ต่อหลอดเลือดของมดลูกและรก เสี่ยงต่อการเกิดอันตรายรุนแรงต่อทารกในครรภ์
→ จัดอยู่ในกลุ่ม Pregnancy Category X
→ ห้ามใช้ในหญิงให้นมบุตร เนื่องจากสามารถผ่านน้ำนม และอาจยับยั้งการหลั่งน้ำนมได้
- ภาวะโรคร่วมสำคัญ ที่ห้ามใช้ร่วมอย่างเด็ดขาด ได้แก่
- โรคหัวใจขาดเลือด (ischemic heart disease)
- โรคหลอดเลือดส่วนปลาย (peripheral vascular disease)
- ความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ได้
- การทำงานของตับหรือไตบกพร่อง
- ภาวะติดเชื้อรุนแรง (sepsis)
⚠️ ปฏิกิริยาระหว่างยา (Drug interactions) ที่ต้องหลีกเลี่ยง
- ยากลุ่ม CYP3A4 inhibitors ที่แรง (Strong inhibitors)
เช่น:
- Ritonavir (ยาต้านไวรัสกลุ่ม protease inhibitor)
- ยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolides: erythromycin, clarithromycin
- ยาต้านเชื้อรา azole antifungals : ketoconazole, itraconazole
- น้ำเกรปฟรุต แม้มีฤทธิ์ยับยั้ง CYP3A4 อ่อนกว่า แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน
→ การใช้ร่วมอาจเพิ่มระดับยา ergotamine ในเลือดอย่างเป็นอันตราย
- ยาที่มีฤทธิ์หดหลอดเลือดร่วมกัน
ห้ามใช้ ergotamine ร่วมกับยากลุ่ม triptans หรือ dihydroergotamine (DHE) ภายใน 24 ชั่วโมง
→ เสี่ยงต่อการเกิดหลอดเลือดหดตัวอย่างรุนแรงจนเกิดภาวะขาดเลือดที่หัวใจ แขนขา หรือทางเดินอาหาร
- บุหรี่ / นิโคติน และยากลุ่ม sympathomimetics
อาจเสริมฤทธิ์การหดหลอดเลือดของ ergotamine ทำให้เพิ่มความเสี่ยงของผลไม่พึงประสงค์ ควรหลีกเลี่ยง

(5) สัญญาณอันตราย (Red Flags) : พบอาการเหล่านี้ ให้หยุดยาและรีบพบแพทย์ทันที
การใช้ ergotamine อาจก่อให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรง โดยเฉพาะในกรณีใช้ยาเกินขนาดหรือผู้ที่มีความไวต่อยาเป็นพิเศษ หากพบอาการดังต่อไปนี้ให้หยุดยาโดยทันทีและรีบไปโรงพยาบาล
❗ อาการทางหัวใจและหลอดเลือด
- เจ็บแน่นหน้าอก
- หายใจลำบาก หรือเหนื่อยผิดปกติ
- ใจสั่น หรือหัวใจเต้นเร็ว/ช้าผิดจังหวะ
❗ อาการส่อภาวะขาดเลือด (Ischemia / Ergotism):
- ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือปลายเท้า เย็น, ชา, ซีด, หรือ เขียวคล้ำ
- ปวดน่องหรือส้นเท้าระหว่างเดิน (intermittent claudication)
❗ อาการทางระบบประสาท
- ชา หรือปวดกล้ามเนื้อรุนแรง
- แขนขาอ่อนแรงเฉียบพลัน
- เวียนศีรษะรุนแรง หรือมีอาการเห็นภาพผิดปกติ (visual disturbances)
❗ อาการทางระบบทางเดินอาหารและอาการแพ้
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องอย่างรุนแรง
- อาการแพ้ยา เช่น ผื่น ลมพิษ หรือบวม
> อาการข้างต้นอาจเป็นสัญญาณของภาวะ ergotamine toxicity หรือภาวะขาดเลือดเฉียบพลัน (ischemia) จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ทันที

https://www.facebook.com/share/p/1DNPEodKT7/?mibextid=wwXIfr
17/09/2025

https://www.facebook.com/share/p/1DNPEodKT7/?mibextid=wwXIfr

"ยาชุด" ยาครอบจักรวาล ที่แฝงมาด้วยความอันตราย

ปวดนิดปวดหน่อย กินยาชุดเดี๋ยวเดียวก็หาย แต่หารู้ไม่ว่าในยาชุดกลับซ่อนภัยร้ายที่ส่งผลต่อร่างกายของเราจนถึงแก่ชีวิตได้

ยาชุด คือ การนำยาหลายชนิดมารวมกันในซองเดียว โดยอ้างสรรพคุณต่าง ๆ และจัดเป็นชุดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ เช่น แก้ปวดเมื่อย แก้อักเสบ แก้หวัด หรือแก้โรคกระเพาะ เป็นต้น

แล้วทำไมยาชุด ถึงอันตราย❓
● ยาชุดถูกจัดโดยผู้ที่ไม่มีความรู้ทางการแพทย์หรือไม่ได้เป็นเภสัชกร ซึ่งสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านทั่วไปที่ไม่ใช่ร้านขายยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
● ไม่มีฉลากหรือแสดงฉลากไม่ครบถ้วน ไม่มีการระบุชื่อตัวยา วิธีการใช้ ข้อห้ามใช้ หรือคำเตือนไว้ชัดเจน
● มักมีการผสมยากลุ่มที่ออกฤทธิ์แรง ทำให้รู้สึกหายไว แต่อาจได้รับผลข้างเคียงจากส่วนผสมของยาบางชนิดที่ผู้ป่วยไม่ทราบว่ามีตัวยาชนิดใดบ้าง
● ไม่รู้แหล่งที่มาของยา เสี่ยงได้รับยาปลอม ยาเสื่อมสภาพ หรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน

อันตรายจากยาชุดที่ส่งผลต่อร่างกาย
💊 ได้รับยาซ้ำซ้อนเกินขนาด
โดยมักมีการจัดยาซ้ำซ้อนในกลุ่มยาที่มีฤทธิ์คล้ายกันและจัดยาเผื่อแบบเหมารวม ซึ่งไม่ได้จำเป็นต่อผู้ป่วยบางราย ทำให้ผู้ป่วยได้รับตัวยาซ้ำซ้อนกันในปริมาณที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดพิษต่อร่างกายอย่างรุนแรง เช่น พิษต่อตับ ไต หรือระบบประสาทส่วนกลาง

💊 ผลเสียจากยาสเตียรอยด์
โดยมักมีการแอบใส่ยาสเตียรอยด์ เพื่อให้ผู้ป่วยหายได้เร็ว แต่การใช้ยาสเตียรอยด์จำเป็นต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์ เนื่องจากหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะส่งผลข้างเคียงได้ เช่น ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น (โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคเบาหวานอาจทำให้การควบคุมระดับน้ำตาลทำได้ยากขึ้น), ความดันโลหิตสูงขึ้น, อาการบวมน้ำ, ตัวบวม, ภูมิต้านทานต่ำ, ติดเชื้อง่าย, แผลหายช้า, กระดูกบาง, กระดูกพรุน, หรือเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือทางเดินอาหาร เป็นต้น

💊 เกิดการดื้อยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ)
ในยาชุดอาจมียาปฏิชีวนะผสมอยู่ ซึ่งในผู้ป่วยบางรายไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ สำหรับการใช้ยาปฏิชีวนะจำเป็นต้องได้รับยาให้ครบโดส หากได้รับยาไม่ครบจะทำให้เกิดภาวะดื้อยา และทำให้การรักษาโรคเป็นไปได้ยากขึ้น

💊 แพ้ยารุนแรง เสี่ยงต่อชีวิต
เนื่องจากอาจมียาที่แพ้ปนอยู่ด้วย อาจเกิดการแพ้ยารุนแรงหรือแพ้ยาแบบเฉียบพลัน ทำให้เกิดอาการช็อก ตับวาย ไตวาย และเสียชีวิตได้

ดังนั้น หากเราป่วย ไม่ควรซื้อยาชุดมากินเอง อย่าลืม❗ ยามีทั้งคุณและโทษ ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และปรึกษาการใช้ยากับเภสัชกรก่อนทุกครั้ง สามารถขอคำแนะนำในการใช้ยาให้ปลอดภัยกับเภสัชกรที่ร้านขายยาองค์การเภสัชกรรมได้ทุกสาขา

#องค์การเภสัชกรรม #ยาชุด

03/09/2025

ตื่นกลางดึก ตะคริวกินขาอาจเป็นเพราะขาด 2 อย่างนี้ !

เวลาเป็นตะคริว หลายคนมักจะคิดว่า
“คงเดินเยอะไป” หรือ “นอนผิดท่าแน่เลย” แล้วก็ปล่อยผ่านไป
แต่รู้ไหมว่า อาการแบบนี้บางทีมันไม่ได้แค่เมื่อยธรรมดานะ มันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายเรากำลังขาดสารอาหารบางอย่างที่สำคัญมาก ๆ อยู่ โดยเฉพาะ “แมกนีเซียม” กับ “แคลเซียม”
วันนี้จะมาเล่าให้ฟังง่าย ๆ ตะคริวเกี่ยวอะไรกับสารอาหาร?
แล้วทำยังไงถึงจะไม่ต้องสะดุ้งตื่นตอนกลางคืนเพราะขาเกร็งอีก!

1. ตะคริวไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันกำลังบอกว่ากล้ามเนื้อคุณไม่โอเค
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ตะคริวคืออะไร?
มันคือการที่กล้ามเนื้อหดตัวเองแบบรวดเร็วและแรง
จนเรารู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมา บางทีก็ปวดจนน้ำตาไหลได้เลยนะ
โดยเฉพาะเวลานอนอยู่ดี ๆ แล้วมันมากระตุก
มันเกิดขึ้นได้จากหลายอย่าง
เช่น ออกกำลังกายหนัก พักผ่อนน้อย หรือขาดน้ำแต่อีกสาเหตุ ที่หลายคนไม่รู้เลย คือการขาดแร่ธาตุ โดยเฉพาะ แมกนีเซียม กับ แคลเซียม ที่ร่างกายใช้ควบคุมการหด-คลายของกล้ามเนื้อ ถ้ามีไม่พอ → กล้ามเนื้อจะหดตัวผิดจังหวะ → กลายเป็นตะคริวได้ง่ายมาก

2. ขาดแมกนีเซียม = กล้ามเนื้อเกร็งง่าย เครียดง่าย และตะคริวมาเยือน
ร่างกายใช้แมกนีเซียมในกระบวนการต่าง ๆ เยอะมาก
ทั้งเรื่องประสาท สมอง หัวใจ น้ำตาลในเลือด
รวมถึงการคลายตัวของกล้ามเนื้อทุกครั้งที่เราขยับ
ถ้าระดับแมกนีเซียมในร่างกายต่ำ
กล้ามเนื้อจะตึงง่าย เกร็งง่าย แล้วก็เป็นตะคริวบ่อยขึ้น
ปริมาณที่แนะนำ
•ผู้ชายควรกินให้ได้ประมาณ 420 มิลลิกรัม/วัน
•ผู้หญิงอยู่ที่ประมาณ 320 มิลลิกรัม/วัน
แต่ในชีวิตจริง หลายคนกินไม่ถึงครับ
แล้วในอาหารอะไรถึงจะเจอแมกนีเซียม?
•เมล็ดฟักทองคั่ว
•อัลมอนด์ ถั่วเปลือกแข็ง
•ผักโขม ผักใบเขียวเข้ม
•ถั่วดำ ข้าวกล้อง
ลองเพิ่มพวกนี้ลงไปในมื้อเย็นดูครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบเป็นตะคริวตอนดึกๆ
หรือ
3. ขาดแคลเซียมก็เป็นตะคริวได้ โดยเฉพาะคนไม่กินนม
แคลเซียมไม่ใช่แค่เรื่องของกระดูกหรือฟันนะ
มันเกี่ยวกับ “กล้ามเนื้อ” โดยตรงเลย
ทุกครั้งที่เราจะขยับร่างกาย
แคลเซียมจะเป็นตัวที่ช่วยส่งสัญญาณให้กล้ามเนื้อหดตัว
แล้วคลายตัว ถ้ามีน้อยเกินไป ระบบนี้รวน → กล้ามเนื้อหดผิดจังหวะ → สุดท้ายเป็นตะคริว
ปริมาณที่ควรได้รับ:
•ผู้ชายและผู้หญิงอายุต่ำกว่า 50 ปี: 1,000 มิลลิกรัม/วัน
•ผู้หญิงอายุเกิน 50 ปี: 1,300 มิลลิกรัม/วัน (เพราะแคลเซียมดูดซึมลดลงเมื่ออายุมากขึ้น)
ถ้าไม่กินนม จะไปเอาแคลเซียมจากไหน?
•ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งตัว
•เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียว
•อย่างของไทยเองก็เป็นพวกกุ้งแห้ง กะปินะ
บางคนที่กินอาหารจากธรรมชาติไม่สะดวก
เช่น แพ้อาหารหลายชนิด หรือกินได้น้อย
อาหารเสริมแคลเซียมและแมกนีเซียมก็เป็นอีกทางเลือก
แค่ต้องเลือกให้เหมาะกับร่างกายตัวเอง
และอ่านฉลากดี ๆ หรือปรึกษาหมอก่อนกินนะ

4. กลุ่มเสี่ยงที่ไม่รู้ตัวว่าขาดแร่ธาตุ
แม้จะกินข้าวครบสามมื้อ ไม่ได้อดอาหารอะไร
แต่บางคนร่างกายก็ยังขาดแมกนีเซียมหรือแคลเซียมอยู่ดี เพราะ
•ดื่มกาแฟ/แอลกอฮอล์เยอะ → ขับแร่ธาตุออกทางปัสสาวะ
•ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาความดัน ยาเครียดบางกลุ่ม
•เป็นโรคลำไส้อักเสบ หรือเคยผ่าตัดกระเพาะ การดูดซึมสารอาหารแย่ลง
•อายุ 50+ ระบบดูดซึมเริ่มเสื่อมตามวัย
•คนที่กินมังสวิรัติแบบเคร่ง ๆ มักขาดแคลเซียมจากนม
อยู่ในกลุ่มนี้ และมีอาการตะคริวเป็นประจำ
ลองปรึกษาแพทย์ดูครับ อาจแค่เติมสารอาหารให้พอ ทุกอย่างก็ดีขึ้นได้
อย่างที่บอกไว้ข้อที่แล้วนะ สำหรับคนที่กินอาหารจากธรรมชาติได้น้อยเช่น ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคระบบย่อย อาหารเสริมแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและแคลเซียมก็เป็นตัวที่ช่วยนะแต่ควรเลือกแบบที่ดูดซึมดี เช่น แมกนีเซียมแบบไกลซิเนต และแคลเซียมแบบซิเตรท หรือรวมกับวิตามิน D เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยในการดูดซึม

5. ดูแลตัวเองแบบไหน ถึงจะไกลตะคริว?
ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารเท่านั้นนะครับ เพราะการใช้ชีวิตก็มีผลต่ออาการตะคริวเหมือนกัน เช่น
•ดื่มน้ำให้พอ โดยเฉพาะช่วงออกกำลังกายหรืออากาศร้อน
•ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนนอนหรือหลังใช้งานหนัก
•นอนให้พอ และพยายามลดความเครียด
•เลือกอาหารให้หลากหลาย ไม่เน้นแค่ของแปรรูป
•ถ้าจำเป็น ลองปรึกษาหมอเรื่องอาหารเสริมหรือวิตามิน
อาการตะคริวที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ บางทีมันไม่ได้แค่ “บังเอิญ” แต่มันคือร่างกายเรากำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลืออยู่

ถ้าเป็นตะคริวบ่อย ๆ อย่าคิดว่าแค่เหนื่อยหรือเดินเยอะ
มันอาจเป็นสัญญาณเล็ก ๆ ว่าร่างกายเรากำลังขาดสารอาหารบางอย่างที่จำเป็น โดยเฉพาะ แมกนีเซียม กับ แคลเซียม
แค่เริ่มจากสังเกตตัวเอง ปรับอาหารให้หลากหลายขึ้น ดื่มน้ำให้พอ ลองเสริมด้วยถั่ว ผัก นม หรืออาหารเสริมแมกนีเซียมหรือแคลเซียม ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยได้นะ
แต่แนะนำให้เลือกสูตรที่ดูดซึมดี และปรึกษาก่อน แล้วพักผ่อนให้เพียงพอแค่นี้ก็ช่วยให้ร่างกายเราคลายตัวได้ดีขึ้น ลดเรื่องของตะคริวนะ ใครมีคำถามคอมเมนต์ได้เลยนะครับ

28/08/2025

โรคตายอดฮิตในผู้สูงวัย รู้ทัน ป้องกันได้

กรมการแพทย์ โรงพยาบาลเมตตาฯ (วัดไร่ขิง) แนะ! เมื่ออายุมากขึ้นอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะเกิดการเสื่อมไม่เว้นแม้แต่ดวงตา โรคตาบางโรคจะพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น ดังนั้นควรตรวจตาสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้งเพื่อหาความผิดปกติ เนื่องจากถ้าตรวจวินิจฉัยได้รวดเร็ว ผลการรักษามักได้ผลดี สิ่งสำคัญในการดูแลสุขภาพตาในผู้สูงอายุดวงตาคือหน้าต่างของชีวิต

นายแพทย์ไพโรจน์ สุรัตนวนิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข มีการดำเนินงานตลอดจนแผนงาน โครงการที่สำคัญที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุขและมีคุณค่าโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระกับครอบครัว ทั้งนี้ผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70 มีสายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนรางหรืออาจตาบอดถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ซึ่งควรมาตรวจกับจักษุแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆร่วมด้วย เมื่ออายุมากขึ้น ระบบต่าง ๆ ในร่างกายย่อมเสื่อมถอยลงตามวัย “ดวงตา” ก็เช่นเดียวกัน ผู้สูงอายุหลายคนมักประสบปัญหาทางสายตา เช่น มองไม่ชัด แสบตา ตาพร่ามัว หรือแม้กระทั่งโรคตาเรื้อรังที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต ดังนั้น การดูแลสุขภาพตาอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ไม่ควรมองข้าม

นายแพทย์กิตติวัฒน์ มะโนจันทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) กล่าวว่า โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ คือ โรคต้อกระจก โรคต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา และภาวะสายตายาวสูงอายุ นอกจากนี้ยังมีโรคตาอีกหลายโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่ระวัง ดังนั้นผู้สูงอายุควรได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบความผิดปกติในระยะแรกจะสามารถรักษาและป้องกันหรือชะลอความเสื่อมได้ นอกจากนี้ควรดูแลสุขภาพของตนเอง สวมแว่นกันแดดเป็นประจำ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสายตา เช่น ผัก ผลไม้ สีเขียว สีเหลือง และไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะสามารถป้องกันหรือชะลอความเสื่อมได้

นายแพทย์ปิติพงศ์ สุรเมธากุล นายแพทย์ชำนาญการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้สูงอายุที่มารับการรักษาโรคตาที่โรงพยาบาลเมตตาฯ มากเป็นอันดับต้นๆ คือ 1.โรคต้อกระจก 2.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา 3.โรคต้อหิน ซึ่งโรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุที่พบบ่อยที่สุดและเป็นเมื่ออายุมากขึ้น คือ 1.ต้อกระจก เกิดจากความขุ่นมัวของเลนส์แก้วตาธรรมชาติ จากสาเหตุส่วนใหญ่เป็นการเปลี่ยนแปลงตามอายุที่มากขึ้น ทำให้แสงผ่านเข้าไปที่จอตาประสาทตาด้านในลูกตาได้น้อยลง ผู้ป่วยจะมีอาการตามัวและเป็นมากขึ้นเรื่อยๆถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจตาบอดได้ วิธีการรักษาคือการผ่าตัดเอาเลนส์ตาที่ขุ่นออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมแทนที่ 2. ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา สาเหตุจากโรคเบาหวานทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดฝอยส่งผลให้ขาดเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงจอตา และกระตุ้นให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่อย่างผิดปกติที่จอประสาทตา ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถแก้ไขให้กลับมาเป็นสภาพปกติได้ การรักษาที่มีอยู่ในปัจจุบันมุ่งหวังให้โรคไม่ลุกลามไปจากระยะที่เป็นอยู่ ดังนั้นการป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติรวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต ไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง 3. ต้อหิน เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวที่เป็นต้อหิน อายุที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิดที่มีการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเป็นต้น โรคนี้ในระยะแรกมักไม่มีอาการ จากนั้นจะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือการมองเห็นจำกัดวงแคบลงเรื่อยๆและถ้าไม่ได้รับการรักษา จะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก ตามัวลงและตาแดง ซึ่งถือเป็นภาวะเร่งด่วนมากต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที สำคัญที่สุดคือผู้ป่วยต้องมาตรวจติดตามอาการและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด 4. จุดภาพชัดจอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้ปกติ ปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย แสงรังสี UV สูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ เมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้นจะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำตรงกลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด 5. ภาวะสายตายาวในผู้สูงอายุ ทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะอ่าน หรือเขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ไม่ชัดเจน แต่มองไกลได้ปกติ บางคนมีอาการตาพร่า หรือปวดตา มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและระยะในการเพ่งปรับสายตาลดลงเลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้นและการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้แว่นสายตา แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ให้แน่ใจว่า ไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆร่วมด้วย
-ขอขอบคุณ-
28 สิงหาคม 2568
นายแพทย์ปิติพงศ์ สุรเมธากุล
นายแพทย์ชำนาญการ

19/08/2025

น้ำยาล้างแผล/ ยาใส่แผล...เลือกอย่างไรดี❓
ยาล้างแผลและยาที่ใช้ใส่แผลในท้องตลาด ปัจจุบันมีจำหน่ายหลายชนิด ทั้ง ยาเหลือง ยาแดง ทิงเจอร์ แอลกอฮอล์ น้ำเกลือ เป็นต้น การเลือกใช้ยาแต่และชนิดต้องคำนึงถึงลักษณะบาดแผลเป็นหลัก โดยทั่วไปการแบ่งประเภทบาดแผลมีหลายวิธี เช่น
- แบ่งตามความสะอาดของแผล แบ่งได้เป็น
1. แผลสะอาด หมายถึงแผลที่ไม่มีการติดเชื้อ เช่น แผลมีดบาด แผลผ่าตัด มีโอกาสติดเชื้อต่ำ
2. แผลสกปรก หมายถึง แผลเปิดที่มีการมีอาการปวด บวม แดง อาจมีเลือดหรือน้ำเหลืองออกมาบริเวณปากแผล มีโอกาสติดเชื้อสูง รวมถึงบาดทะยัก
- แบ่งประเภทตามระยะเวลาการเกิดแผล แบ่งได้เป็น
1. แผลสด เป็นแผลที่เกิดขึ้นใหม่ๆ เช่น มีดบาด
2. แผลเรื้อรัง เป็นแผลที่มีการติดเชื้อ มีการทำลายของเนื้อเยื่อเกิดเป็นเนื้อตาย เป็นหนอง เช่น แผลกดทับ แผลจากการฉายรังสี เป็นต้น
⚠️ หากมีการบาดเจ็บรุนแรงเลือดออกหรือแผลสกปรกปนเปื้อนมาก ควรพบแพทย์ก่อนเพื่อห้ามเลือดและทำความสะอาดแผลหรือฉีดยาป้องกันบาดทะยัก การดูแลบาดแผลจะมีการใช้น้ำยาทำความสะอาดแผลและยาใส่แผลหลายชนิดแตกต่างกันไปตามแต่ประเภทของบาดแผล ดังนี้
🌟 น้ำยาล้างแผล ใช้สำหรับทำความสะอาดแผลเบื้องต้นเพื่อชะล้างเชื้อโรคและสิ่งสกปรกให้หลุดออกไป และช่วยให้แผลอ่อนตัวลงสามารถซึมซับยาใส่แผลได้ดีขึ้น น้ำยาที่ใช้ได้แก่

1. น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9% นิยมใช้ล้างแผลมากที่สุด ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ไม่ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อน ช่วยให้เนื้อเยื่อที่ตายแล้วเกิดความชุ่มชื้นหลุดออกได้ง่าย

2. ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ความเข้มข้น 3% ใช้สำหรับชะล้างแผลสกปรก มีหนองมากหรือมีเนื้อตาย เมื่อน้ำยาสัมผัสกับแผลจะปล่อยออกซิเจนออกมาเป็นฟองฟู่และมีความร้อน ช่วยชะล้างเนื้อตายที่บาดแผลได้
🌟 น้ำยาเช็ดรอบแผล ใช้สำหรับเช็ดทำความสะอาดผิวหนังบริเวณรอบๆ แผล เพื่อลดจำนวนเชื้อโรค ❌แต่จะไม่เช็ดไปที่แผลโดยตรงเนื่องจากทำให้แสบ ระคายเคือง และแผลหายช้า ได้แก่ แอลกอฮอล์ 70% ในท้องตลาดจะมี 2 ชนิดคือ
- เอธิลแอลกอฮอล์ 70% (Ethyl alcohol)
- ไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์ 70% (Isopropyl alcohol)
ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไม่ต่างกัน
🌟 ยาใส่แผล มีหลายชนิด ใช้หลังจากที่ทำความสะอาดบาดแผลเสร็จแล้ว โดยทั่วไปควรเลือกให้เมาะสมกับประเภทของบาดแผล ได้แก่

1. ทิงเจอร์ไอโอดีน ความเข้มข้น 2.5% ใส่แผลสดหรือแผลถลอก นิยมเช็ดรอบๆ แผล ฆ่าเชื้อโรคได้หลายชนิด
⚠️ แต่มีข้อเสียคือเมื่อทาที่ผิวหนังแล้วตัวทำละลายจะระเหยไปอย่างรวดเร็ว ตัวยามีความเข้มข้นสูง ทำให้ผิวหนังเกิดไหม้พองได้ ดังนั้น หลังจากใช้น้ำยา 1 นาที ให้เช็ดตามด้วยแอลกอฮอล์ 70%
❌ไม่นิยมใช้กับแผลบริเวณเนื้อเยื่ออ่อนๆ

2. โพวิโดน-ไอโอดีน ความเข้มข้น 10% นิยมใช้ค่อนข้างมาก ใช้เช็ดแผลสด แผลไฟไหม้ แผลถลอก มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ดี ไม่ระคายเคืองต่อผิวหนัง แสบน้อยกว่าทิงเจอร์ไอโอดีน

3. ทิงเจอร์ไทเมอรอซอล ความเข้มข้น 0.1% (Thimerosal 0.1% w/v) ใช้ใส่แผลสด หรือแผลถลอก ไม่ใช้กับผิวอ่อน และเด็กอ่อน

4. ยาเหลือง (acriflavin) ใช้กับแผลเรื้อรัง แผลเปื่อย กดทับ ไม่นิยมใช้กับแผลสด

5. ยาแดง (mercurochrome) เหมาะกับแผลถลอกเล็กน้อย
⚠️ แต่ถ้าเป็นบาดแผลที่ค่อนข้างลึก ยาจะทำให้แผลด้านบนแห้งแต่ด้านล่างยังคงแฉะอยู่ แผลจะหายช้า
⚠️ และเนื่องจากยามีส่วนผสมของสารปรอทหากใช้บ่อยๆ อาจทำให้เกิดพิษจากสารปรอทได้ ปัจจุบันนี้จึงไม่นิยมมากนัก
สำหรับบาดแผลสดที่ไม่ลึกหรือกว้างมาก หากทำความสะอาดแผลอย่างถูกวิธีและปิดผ้าก๊อซเพื่อป้องกันเชื้อโรคจากภายนอกแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อโรคใดๆ เนื่องจากแผลจะค่อยๆ สมานตัวและหายได้เอง แต่หากต้องการใช้ยาควรเลือกชนิดที่ระคายเคืองต่อผิวน้อยที่สุด
กรณีแผลถูกไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกที่ผิวหนังชั้นนอกไม่รุนแรงมาก แผลมีขนาดเล็ก ให้ล้างแผลด้วยน้ำเย็นหรือใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบบาดแผล เพื่อบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนและป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายเนื้อเยื่อมากขึ้น
❌ไม่ควรใช้ยาสีฟัน น้ำปลา หรือยาหม่อง ทาแผล เพราะไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนที่บาดแผลและอาจทำให้เนื้อเยื่อถูกทำลายมากขึ้นด้วย
อาจใช้ยาทาเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อน เช่น เจลว่านหางจระเข้ น้ำมันมะกอก หรือขี้ผึ้งวาสลีน ถ้ามีตุ่มน้ำพองเล็กๆ ❌ไม่ควรเจาะออกแต่ให้ทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีนแล้วปิดด้วยผ้าก๊อซ ตุ่มจะแห้งเองใน 3-7 วัน แล้วหลุดลอกออกมา
หากแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวกมีความรุนแรงมากหรือกินบริเวณกว้างจะมีอันตรายกว่าบาดแผลขนาดเล็ก เสี่ยงต่อการสูญเสียน้ำของร่างกายและติดเชื้อได้ง่ายควรรีบไปพบแพทย์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมและปลอดภัยต่อไป
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้วยังมียาใส่แผลชนิดอื่นอีกหลายรูปแบบ เช่น ยาครีม ยาขี้ผึ้ง หรือเจลทาแผล ใช้แตกต่างกันตามบริเวณที่เกิดแผลและชนิดและความรุนแรงของแผล แต่เนื่องจากยาเหล่านี้มีส่วนผสมของตัวยาปฏิชีวนะหลากหลายชนิด ซึ่งถือเป็นยาอันตราย การเลือกใช้ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร

10/08/2025

⚠️ เปิดเรียนระวัง" มือ เท้า ปาก"
อาการไข้ ผื่นจุดแดง ตุ่มน้ำที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว แขนขา โรคมือเท้าปากดูเหมือนเป็นแค่ไข้ธรรมดา แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ อย่าลังเล รีบพาไปหาหมอทันที การป้องกันที่ดีที่สุดคือล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ ไม่ใช้ของร่วมกับคนอื่น และหยุดเรียนเมื่อป่วย
#โรค #มือเท้าปาก #โรคเด็กเล็ก #โรคต้องระวัง #เด็กเล็ก #ผื่น #ซึม

ที่อยู่

Pattaya
20150

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 21:00
อังคาร 08:30 - 21:00
พุธ 08:30 - 21:00
พฤหัสบดี 08:30 - 21:00
ศุกร์ 08:30 - 21:00
เสาร์ 08:30 - 20:00
อาทิตย์ 08:30 - 20:00

เบอร์โทรศัพท์

+66952870489

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ ลัดดาโอสถ - Ladda-OSothผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง ลัดดาโอสถ - Ladda-OSoth:

แชร์

Share on Facebook Share on Twitter Share on LinkedIn
Share on Pinterest Share on Reddit Share via Email
Share on WhatsApp Share on Instagram Share on Telegram