04/05/2026
โจทย์ที่หินที่สุดของแบรนด์ยุคนี้
……..
โลกยุคแห่งความล้นเกินของข่าวสารข้อมูล ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณา เร่งเร้าด้วยโดพามินถูกๆ
หนุ่ย พงษ์สุข เล่าว่าคนเสพคอนเท้นท์เดี๋ยวนี้ปัดไปเรื่อยๆ โดพามีนหลั่งตลอด ดูจนสมงสมองไปหมดละ .. แล้วใครจะไปจำแบรนด์อะไรได้
ล่าสุดผมนั่งฟังฝ่ายการตลาดเก่งๆของบริษัทใหญ่สองแห่งที่บ่นคล้ายๆกัน นอกจากโดนตัดงบ ทำยังไงก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เหมือนเดิม จะทำคลิปอะไรซึ้งๆ จะส่งสารอะไร คนดูก็ไม่รับแล้ว ก็ปวดหัวกันอยู่อย่างหนัก เพราะท่าเดิมไม่ทำงานแล้ว
จะทำท่าใหม่ก็โดนข้อจำกัดด้วยกรอบแข็งๆของแบรนด์ จะทำอะไรก็ไม่กล้าเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกใหม่ หรือ controversial ก็ไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจอีก จะสร้างแบรนด์ จะคุยกับลูกค้าอย่างไรดี
คุยกับผู้ประกอบการก็กลุ้มใจ โดยเฉพาะคนที่สตางค์น้อย ไม่มีเงินสร้างแบรนด์ ขายตัดราคาก็ทุนหายกำไรหด ยิงแอดก็ไม่คุ้ม รู้ว่าแบรนด์สำคัญแต่ไม่รู้ต้องทำยังไง ..
ผมก็มานั่งคิดอยู่พักใหญ่ว่า หัวใจที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ยุคนี้คืออะไร… และถามใครดีถึงจะตรงสุด
…….
ผมโชคดีมากๆที่ได้มาร่วมออกแบบงานสัมมนา WTF Festival งานที่ชวนน้องๆผู้ประกอบการดาวรุ่งในตอนนี้มาขึ้นเวทีกันแน่นๆ งานจะจัดในวันที่ 23-24 พฤษภาคมนี้
ผมเลยต้องไปคุยกับน้องๆเจ้าของแบรนด์รุ่นใหม่ที่เก่งๆเกือบสามสิบคนและกำลังประสบความสำเร็จอยู่ในตอนนี้แทบทุกคน คุยแบบจริงจังเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเอามาถอดรหัสและออกแบบการคุยบนเวที
ก็เลยเริ่มเห็นภาพ เห็นหลักการอะไรบางอย่างว่า แบรนด์แห่งยุคสมัยเหล่านี้เขาทำยังไงกัน มีจุดไหนที่คนที่จะทำธุรกิจหรือแม้แต่นักการตลาด ซีอีโอรุ่นใหญ่ต้องเรียนรู้
ถ้าใครชื่นชนแบรนด์อย่าง La glace. Mizumi. Tofusan. AMT. Gentlewoman. YeudPao. Urbandude. Srichan. Journal. Whitelab. Dumandi. Shinkanzen. Maison keeps. Bearhouse. Pramy
หรือใครที่แทบไม่ค่อยได้ยินชื่อแบรนด์เหล่านี้เลย ยิ่งน่าจะเอ๊ะเพิ่มว่าจะรู้จัก จะเข้าใจวิถีใหม่ที่เวิร์คนั้นคืออะไร
เพราะนี่คือความลับของแบรนด์แห่งยุคสมัย แบรนด์ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่และโตเอาๆ ปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดที่ผมได้คุยด้วย เลยอยากสรุปบางประเด็นมาดังนี้..
ถ้าผมจะเรียกหัวใจของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ที่เรียนรู้จากน้องๆเหล่านี้ก็คือพวกเขาสร้าง “Likable Brand”
……..
แล้ว likable brand คืออะไร..
— ประการแรก likable brand คือแบรนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ มี human persona ชัดเจนมาก ไม่เหมือนแบรนด์รุ่นเก่าที่เป็นยี่ห้อ มีความรู้สึก corporate แข็งๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรเท่าไหร่
มีแม้กระทั่งหลับตานึกถึงหน้าตาเป็นคนออกเลย มีโทนเสียง มีจุดยืน ความเชื่อชัดเจนมากๆ ไม่ใช่อะไรๆก็ดูเป็นระบบระเบียบไปหมด
— ประการที่สอง likable brand มีเรื่องราวที่ดูเป็นมนุษย์ (Authentic Storytelling) ไม่สมบูรณ์แบบเกินเหมือนพวกแบรนด์รุ่นใหญ่ มีดราม่า มีเบื้องหลัง มีหยาดเหงื่อ มีเรื่องที่ประทับใจ มีความผิดพลาดอยู่
ดูมีเลือดเนื้อ มีความน่ารักน่าเอ็นดู และรู้สึกได้
— ประการที่่สาม likable brand มี “เจ้าของ” ที่แคร์ และคิดถึงการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง อินกับความฝันบางเรื่อง และยอมหักไม่ยอมงอกับอะไรที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าในมุมกำไร ไม่ขายของตลอดเวลาเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ
Likable brand จะพยายามแก้ “pain” ของลูกค้าก่อน “ profit” ซึ่งเป็นความคิดต้นทางที่ตรงข้ามกับบริษัทใหญ่ๆที่เริ่มประชุมก็คุยกันเรื่องยอดขาย เรื่องกำไรก่อนเป็นหลัก พอติดกระดุมเม็ดแรกผิด ความ likable ก็หายไปตั้งแต่เจตนาเช่นกัน
— ประการที่สี่ likable brand มีความจริงใจสุดๆ มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แบรนด์ใหญ่ทำไม่ได้ เช่นเจ้าของตอบแชทเอง ทำผิดทำพลาดก็ชดใช้เกินความคาดหมายได้เอง มีการคุยกับลูกค้าแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แชตบอทหรือคอลเซนเตอร์ AI เขียนด้วยลายมือมั่ง ทักทายส่วนตัวมั่ืง
สร้าง “แฟน” สร้างความนิยมที่ผูกพันไปถึงสร้างสาวกที่พร้อมสนับสนุนและปกป้องโดยที่แบรนด์ใหญ่ได้แต่มองด้วยความงุนงง
— ประการสุดท้าย likable brand มีความสม่ำเสมอมาก เจ้าของลงมือเอง คุยเองตอบแชทเอง ไลฟ์เองทุกวัน มีบุคลิก มีความทุ่มเทต่างกับบริษัทใหญ่ๆที่พอใช้ต่อๆกันเป็นทอดๆ ผู้บริหารก็อยู่แต่ในห้องประชุม ใช้ฝ่ายการตลาด ไปถึงน้องๆระดับล่างไปไลฟ์ ไปทำคอนเท้นท์แบบกล้าๆกลัวๆ เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ทำเป็นแคมเปญ คุยแต่เรื่องยอดขาย
ยิ่งพยายามขายยิ่งไม่มีใครฟังอย่างมาก
….
ถ้าใครได้ไปงาน อยากให้สังเกตจุดต่างห้าประการนี้ดูนะครับ แต่ละคนที่ขึ้นเวทีจะมีห้าประการนี้ มากน้อยข้อไหนก็ต่างกันไปแต่ทุกคนมีห้าข้อนี้หมด จะเห็นถึงภาพแบรนด์ที่เป็น persona มากว่า product เห็นถึง micromoment ที่พวกเข้าสร้างขึ้น ทำให้ลูกค้าประทับใจจน “รู้สึก” และก็จะได้เห็นวิธีการขายแบบไม่ขาย
เล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ จับใจก่อนการขายทื่อๆ
เป็นทริกแอนด์ทิปที่ผมอยากให้ใช้เป็นแนวทางในการฟังสัมมนาตลอดสองวัน แล้วจะเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์สมัยใหม่แบบไทยๆที่หาจากตำราไหนไม่ได้เลยจริงๆครับ
ผมนี่ถึงกับกึ่งชวนกึ่งบังคับบริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นบอร์ด ให้ฝ่ายการตลาดปิดฝ่ายไปงานนี้เลย จะได้เข้าใจโดยไม่ต้องนั่งวนอยู่กับกรอบเดิมๆกันอีก และก็ให้ไกด์ไลน์ตามนี้ ….
ฟังแล้วกลับมาถกกันว่าจะทำยังไงถึงจะสร้าง likable brand ได้ ก็น่าจะเปลี่ยนความคิดในระดับ paradigm shift ขององค์กรได้เช่นกัน
จบด้วยการโฆษณาอีกซักทีนะครับ ว่าระดับ pardigm shift ของคนทำธุรกิจหรือทั้งฝ่ายการตลาดนี่ราคาไม่ถึงสองพันบาท
… ผมเลยต้องชวนกันไปหมดฝ่ายนี่แหละครับ..
…..
( https://www.zipeventapp.com/e/WTF-FestivalInto-the-World-of-Outliers ใช้โค้ด “thana” ตอนซื้อก็ลดไปหลายร้อยจากสองพันบาท เขาให้สิทธิมาประมาณนึงครับ )
โจทย์ที่หินที่สุดของแบรนด์ยุคนี้
……..
โลกยุคแห่งความล้นเกินของข่าวสารข้อมูล ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณา เร่งเร้าด้วยโดพามินถูกๆ
หนุ่ย พงษ์สุข เล่าว่าคนเสพคอนเท้นท์เดี๋ยวนี้ปัดไปเรื่อยๆ โดพามีนหลั่งตลอด ดูจนสมงสมองไปหมดละ .. แล้วใครจะไปจำแบรนด์อะไรได้
ล่าสุดผมนั่งฟังฝ่ายการตลาดเก่งๆของบริษัทใหญ่สองแห่งที่บ่นคล้ายๆกัน นอกจากโดนตัดงบ ทำยังไงก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เหมือนเดิม จะทำคลิปอะไรซึ้งๆ จะส่งสารอะไร คนดูก็ไม่รับแล้ว ก็ปวดหัวกันอยู่อย่างหนัก เพราะท่าเดิมไม่ทำงานแล้ว
จะทำท่าใหม่ก็โดนข้อจำกัดด้วยกรอบแข็งๆของแบรนด์ จะทำอะไรก็ไม่กล้าเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกใหม่ หรือ controversial ก็ไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจอีก จะสร้างแบรนด์ จะคุยกับลูกค้าอย่างไรดี
คุยกับผู้ประกอบการก็กลุ้มใจ โดยเฉพาะคนที่สตางค์น้อย ไม่มีเงินสร้างแบรนด์ ขายตัดราคาก็ทุนหายกำไรหด ยิงแอดก็ไม่คุ้ม รู้ว่าแบรนด์สำคัญแต่ไม่รู้ต้องทำยังไง ..
ผมก็มานั่งคิดอยู่พักใหญ่ว่า หัวใจที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ยุคนี้คืออะไร… และถามใครดีถึงจะตรงสุด
…….
ผมโชคดีมากๆที่ได้มาร่วมออกแบบงานสัมมนา WTF Festival งานที่ชวนน้องๆผู้ประกอบการดาวรุ่งในตอนนี้มาขึ้นเวทีกันแน่นๆ งานจะจัดในวันที่ 23-24 พฤษภาคมนี้
ผมเลยต้องไปคุยกับน้องๆเจ้าของแบรนด์รุ่นใหม่ที่เก่งๆเกือบสามสิบคนและกำลังประสบความสำเร็จอยู่ในตอนนี้แทบทุกคน คุยแบบจริงจังเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเอามาถอดรหัสและออกแบบการคุยบนเวที
ก็เลยเริ่มเห็นภาพ เห็นหลักการอะไรบางอย่างว่า แบรนด์แห่งยุคสมัยเหล่านี้เขาทำยังไงกัน มีจุดไหนที่คนที่จะทำธุรกิจหรือแม้แต่นักการตลาด ซีอีโอรุ่นใหญ่ต้องเรียนรู้
ถ้าใครชื่นชนแบรนด์อย่าง La glace. Mizumi. Tofusan. AMT. Gentlewoman. YeudPao. Urbandude. Srichan. Journal. Whitelab. Dumandi. Shinkanzen. Maison keeps. Bearhouse. Pramy
หรือใครที่แทบไม่ค่อยได้ยินชื่อแบรนด์เหล่านี้เลย ยิ่งน่าจะเอ๊ะเพิ่มว่าจะรู้จัก จะเข้าใจวิถีใหม่ที่เวิร์คนั้นคืออะไร
เพราะนี่คือความลับของแบรนด์แห่งยุคสมัย แบรนด์ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่และโตเอาๆ ปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดที่ผมได้คุยด้วย เลยอยากสรุปบางประเด็นมาดังนี้..
ถ้าผมจะเรียกหัวใจของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ที่เรียนรู้จากน้องๆเหล่านี้ก็คือพวกเขาสร้าง “Likable Brand”
……..
แล้ว likable brand คืออะไร..
— ประการแรก likable brand คือแบรนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ มี human persona ชัดเจนมาก ไม่เหมือนแบรนด์รุ่นเก่าที่เป็นยี่ห้อ มีความรู้สึก corporate แข็งๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรเท่าไหร่
มีแม้กระทั่งหลับตานึกถึงหน้าตาเป็นคนออกเลย มีโทนเสียง มีจุดยืน ความเชื่อชัดเจนมากๆ ไม่ใช่อะไรๆก็ดูเป็นระบบระเบียบไปหมด
— ประการที่สอง likable brand มีเรื่องราวที่ดูเป็นมนุษย์ (Authentic Storytelling) ไม่สมบูรณ์แบบเกินเหมือนพวกแบรนด์รุ่นใหญ่ มีดราม่า มีเบื้องหลัง มีหยาดเหงื่อ มีเรื่องที่ประทับใจ มีความผิดพลาดอยู่
ดูมีเลือดเนื้อ มีความน่ารักน่าเอ็นดู และรู้สึกได้
— ประการที่่สาม likable brand มี “เจ้าของ” ที่แคร์ และคิดถึงการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง อินกับความฝันบางเรื่อง และยอมหักไม่ยอมงอกับอะไรที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าในมุมกำไร ไม่ขายของตลอดเวลาเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ
Likable brand จะพยายามแก้ “pain” ของลูกค้าก่อน “ profit” ซึ่งเป็นความคิดต้นทางที่ตรงข้ามกับบริษัทใหญ่ๆที่เริ่มประชุมก็คุยกันเรื่องยอดขาย เรื่องกำไรก่อนเป็นหลัก พอติดกระดุมเม็ดแรกผิด ความ likable ก็หายไปตั้งแต่เจตนาเช่นกัน
— ประการที่สี่ likable brand มีความจริงใจสุดๆ มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แบรนด์ใหญ่ทำไม่ได้ เช่นเจ้าของตอบแชทเอง ทำผิดทำพลาดก็ชดใช้เกินความคาดหมายได้เอง มีการคุยกับลูกค้าแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แชตบอทหรือคอลเซนเตอร์ AI เขียนด้วยลายมือมั่ง ทักทายส่วนตัวมั่ืง
สร้าง “แฟน” สร้างความนิยมที่ผูกพันไปถึงสร้างสาวกที่พร้อมสนับสนุนและปกป้องโดยที่แบรนด์ใหญ่ได้แต่มองด้วยความงุนงง
— ประการสุดท้าย likable brand มีความสม่ำเสมอมาก เจ้าของลงมือเอง คุยเองตอบแชทเอง ไลฟ์เองทุกวัน มีบุคลิก มีความทุ่มเทต่างกับบริษัทใหญ่ๆที่พอใช้ต่อๆกันเป็นทอดๆ ผู้บริหารก็อยู่แต่ในห้องประชุม ใช้ฝ่ายการตลาด ไปถึงน้องๆระดับล่างไปไลฟ์ ไปทำคอนเท้นท์แบบกล้าๆกลัวๆ เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ทำเป็นแคมเปญ คุยแต่เรื่องยอดขาย
ยิ่งพยายามขายยิ่งไม่มีใครฟังอย่างมาก
….
ถ้าใครได้ไปงานปลายเดือนนี้ อยากให้สังเกตจุดต่างห้าประการนี้ดูนะครับ แต่ละคนที่ขึ้นเวทีจะมีห้าประการนี้ มากน้อยข้อไหนก็ต่างกันไปแต่ทุกคนมีห้าข้อนี้หมด จะเห็นถึงภาพแบรนด์ที่เป็น persona มากว่า product เห็นถึง micromoment ที่พวกเข้าสร้างขึ้น ทำให้ลูกค้าประทับใจจน “รู้สึก” และก็จะได้เห็นวิธีการขายแบบไม่ขาย
เล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ จับใจก่อนการขายทื่อๆ
เป็นทริกแอนด์ทิปที่ผมอยากให้ใช้เป็นแนวทางในการฟังสัมมนาตลอดสองวัน แล้วจะเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์สมัยใหม่แบบไทยๆที่หาจากตำราไหนไม่ได้เลยจริงๆครับ
ผมนี่ถึงกับกึ่งชวนกึ่งบังคับบริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นบอร์ด ให้ฝ่ายการตลาดปิดฝ่ายไปงานนี้เลย จะได้เข้าใจโดยไม่ต้องนั่งวนอยู่กับกรอบเดิมๆกันอีก และก็ให้ไกด์ไลน์ตามนี้ ….
ฟังแล้วกลับมาถกกันว่าจะทำยังไงถึงจะสร้าง likable brand ได้ ก็น่าจะเปลี่ยนความคิดในระดับ paradigm shift ขององค์กรได้เช่นกัน
จบด้วยการโฆษณาอีกซักทีนะครับ ว่างานระดับ paradigm shift ของคนทำธุรกิจหรือทั้งฝ่ายการตลาดแบบนี้ นี่ราคาไม่ถึงสองพันบาท ..
… ผมเลยต้องชวนกันไปหมดฝ่าย 23-24 พค นี่แหละครับ..
…..
( https://www.zipeventapp.com/e/WTF-FestivalInto-the-World-of-Outliers ใช้โค้ด “thana” ตอนซื้อก็ลดไปหลายร้อยจากสองพันบาท เขาให้สิทธิมาประมาณนึงครับ )