Happybook Public สำนักพิมพ์แห่งความสุข
จากใจถึงใจ

โจทย์ที่หินที่สุดของแบรนด์ยุคนี้……..โลกยุคแห่งความล้นเกินของข่าวสารข้อมูล  ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณา เร่งเร้าด้วยโดพามิน...
04/05/2026

โจทย์ที่หินที่สุดของแบรนด์ยุคนี้

……..

โลกยุคแห่งความล้นเกินของข่าวสารข้อมูล ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณา เร่งเร้าด้วยโดพามินถูกๆ

หนุ่ย พงษ์สุข เล่าว่าคนเสพคอนเท้นท์เดี๋ยวนี้ปัดไปเรื่อยๆ โดพามีนหลั่งตลอด ดูจนสมงสมองไปหมดละ .. แล้วใครจะไปจำแบรนด์อะไรได้

ล่าสุดผมนั่งฟังฝ่ายการตลาดเก่งๆของบริษัทใหญ่สองแห่งที่บ่นคล้ายๆกัน นอกจากโดนตัดงบ ทำยังไงก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เหมือนเดิม จะทำคลิปอะไรซึ้งๆ จะส่งสารอะไร คนดูก็ไม่รับแล้ว ก็ปวดหัวกันอยู่อย่างหนัก เพราะท่าเดิมไม่ทำงานแล้ว

จะทำท่าใหม่ก็โดนข้อจำกัดด้วยกรอบแข็งๆของแบรนด์ จะทำอะไรก็ไม่กล้าเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกใหม่ หรือ controversial ก็ไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจอีก จะสร้างแบรนด์ จะคุยกับลูกค้าอย่างไรดี

คุยกับผู้ประกอบการก็กลุ้มใจ โดยเฉพาะคนที่สตางค์น้อย ไม่มีเงินสร้างแบรนด์ ขายตัดราคาก็ทุนหายกำไรหด ยิงแอดก็ไม่คุ้ม รู้ว่าแบรนด์สำคัญแต่ไม่รู้ต้องทำยังไง ..

ผมก็มานั่งคิดอยู่พักใหญ่ว่า หัวใจที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ยุคนี้คืออะไร… และถามใครดีถึงจะตรงสุด

…….

ผมโชคดีมากๆที่ได้มาร่วมออกแบบงานสัมมนา WTF Festival งานที่ชวนน้องๆผู้ประกอบการดาวรุ่งในตอนนี้มาขึ้นเวทีกันแน่นๆ งานจะจัดในวันที่ 23-24 พฤษภาคมนี้

ผมเลยต้องไปคุยกับน้องๆเจ้าของแบรนด์รุ่นใหม่ที่เก่งๆเกือบสามสิบคนและกำลังประสบความสำเร็จอยู่ในตอนนี้แทบทุกคน คุยแบบจริงจังเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเอามาถอดรหัสและออกแบบการคุยบนเวที

ก็เลยเริ่มเห็นภาพ เห็นหลักการอะไรบางอย่างว่า แบรนด์แห่งยุคสมัยเหล่านี้เขาทำยังไงกัน มีจุดไหนที่คนที่จะทำธุรกิจหรือแม้แต่นักการตลาด ซีอีโอรุ่นใหญ่ต้องเรียนรู้

ถ้าใครชื่นชนแบรนด์อย่าง La glace. Mizumi. Tofusan. AMT. Gentlewoman. YeudPao. Urbandude. Srichan. Journal. Whitelab. Dumandi. Shinkanzen. Maison keeps. Bearhouse. Pramy

หรือใครที่แทบไม่ค่อยได้ยินชื่อแบรนด์เหล่านี้เลย ยิ่งน่าจะเอ๊ะเพิ่มว่าจะรู้จัก จะเข้าใจวิถีใหม่ที่เวิร์คนั้นคืออะไร

เพราะนี่คือความลับของแบรนด์แห่งยุคสมัย แบรนด์ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่และโตเอาๆ ปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดที่ผมได้คุยด้วย เลยอยากสรุปบางประเด็นมาดังนี้..

ถ้าผมจะเรียกหัวใจของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ที่เรียนรู้จากน้องๆเหล่านี้ก็คือพวกเขาสร้าง “Likable Brand”

……..

แล้ว likable brand คืออะไร..

— ประการแรก likable brand คือแบรนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ มี human persona ชัดเจนมาก ไม่เหมือนแบรนด์รุ่นเก่าที่เป็นยี่ห้อ มีความรู้สึก corporate แข็งๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรเท่าไหร่

มีแม้กระทั่งหลับตานึกถึงหน้าตาเป็นคนออกเลย มีโทนเสียง มีจุดยืน ความเชื่อชัดเจนมากๆ ไม่ใช่อะไรๆก็ดูเป็นระบบระเบียบไปหมด

— ประการที่สอง likable brand มีเรื่องราวที่ดูเป็นมนุษย์ (Authentic Storytelling) ไม่สมบูรณ์แบบเกินเหมือนพวกแบรนด์รุ่นใหญ่ มีดราม่า มีเบื้องหลัง มีหยาดเหงื่อ มีเรื่องที่ประทับใจ มีความผิดพลาดอยู่

ดูมีเลือดเนื้อ มีความน่ารักน่าเอ็นดู และรู้สึกได้

— ประการที่่สาม likable brand มี “เจ้าของ” ที่แคร์ และคิดถึงการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง อินกับความฝันบางเรื่อง และยอมหักไม่ยอมงอกับอะไรที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าในมุมกำไร ไม่ขายของตลอดเวลาเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ

Likable brand จะพยายามแก้ “pain” ของลูกค้าก่อน “ profit” ซึ่งเป็นความคิดต้นทางที่ตรงข้ามกับบริษัทใหญ่ๆที่เริ่มประชุมก็คุยกันเรื่องยอดขาย เรื่องกำไรก่อนเป็นหลัก พอติดกระดุมเม็ดแรกผิด ความ likable ก็หายไปตั้งแต่เจตนาเช่นกัน

— ประการที่สี่ likable brand มีความจริงใจสุดๆ มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แบรนด์ใหญ่ทำไม่ได้ เช่นเจ้าของตอบแชทเอง ทำผิดทำพลาดก็ชดใช้เกินความคาดหมายได้เอง มีการคุยกับลูกค้าแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แชตบอทหรือคอลเซนเตอร์ AI เขียนด้วยลายมือมั่ง ทักทายส่วนตัวมั่ืง

สร้าง “แฟน” สร้างความนิยมที่ผูกพันไปถึงสร้างสาวกที่พร้อมสนับสนุนและปกป้องโดยที่แบรนด์ใหญ่ได้แต่มองด้วยความงุนงง

— ประการสุดท้าย likable brand มีความสม่ำเสมอมาก เจ้าของลงมือเอง คุยเองตอบแชทเอง ไลฟ์เองทุกวัน มีบุคลิก มีความทุ่มเทต่างกับบริษัทใหญ่ๆที่พอใช้ต่อๆกันเป็นทอดๆ ผู้บริหารก็อยู่แต่ในห้องประชุม ใช้ฝ่ายการตลาด ไปถึงน้องๆระดับล่างไปไลฟ์ ไปทำคอนเท้นท์แบบกล้าๆกลัวๆ เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ทำเป็นแคมเปญ คุยแต่เรื่องยอดขาย

ยิ่งพยายามขายยิ่งไม่มีใครฟังอย่างมาก

….

ถ้าใครได้ไปงาน อยากให้สังเกตจุดต่างห้าประการนี้ดูนะครับ แต่ละคนที่ขึ้นเวทีจะมีห้าประการนี้ มากน้อยข้อไหนก็ต่างกันไปแต่ทุกคนมีห้าข้อนี้หมด จะเห็นถึงภาพแบรนด์ที่เป็น persona มากว่า product เห็นถึง micromoment ที่พวกเข้าสร้างขึ้น ทำให้ลูกค้าประทับใจจน “รู้สึก” และก็จะได้เห็นวิธีการขายแบบไม่ขาย

เล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ จับใจก่อนการขายทื่อๆ

เป็นทริกแอนด์ทิปที่ผมอยากให้ใช้เป็นแนวทางในการฟังสัมมนาตลอดสองวัน แล้วจะเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์สมัยใหม่แบบไทยๆที่หาจากตำราไหนไม่ได้เลยจริงๆครับ

ผมนี่ถึงกับกึ่งชวนกึ่งบังคับบริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นบอร์ด ให้ฝ่ายการตลาดปิดฝ่ายไปงานนี้เลย จะได้เข้าใจโดยไม่ต้องนั่งวนอยู่กับกรอบเดิมๆกันอีก และก็ให้ไกด์ไลน์ตามนี้ ….

ฟังแล้วกลับมาถกกันว่าจะทำยังไงถึงจะสร้าง likable brand ได้ ก็น่าจะเปลี่ยนความคิดในระดับ paradigm shift ขององค์กรได้เช่นกัน

จบด้วยการโฆษณาอีกซักทีนะครับ ว่าระดับ pardigm shift ของคนทำธุรกิจหรือทั้งฝ่ายการตลาดนี่ราคาไม่ถึงสองพันบาท

… ผมเลยต้องชวนกันไปหมดฝ่ายนี่แหละครับ..

…..

( https://www.zipeventapp.com/e/WTF-FestivalInto-the-World-of-Outliers ใช้โค้ด “thana” ตอนซื้อก็ลดไปหลายร้อยจากสองพันบาท เขาให้สิทธิมาประมาณนึงครับ )

โจทย์ที่หินที่สุดของแบรนด์ยุคนี้

……..

โลกยุคแห่งความล้นเกินของข่าวสารข้อมูล ผู้บริโภคถูกถล่มด้วยโฆษณา เร่งเร้าด้วยโดพามินถูกๆ

หนุ่ย พงษ์สุข เล่าว่าคนเสพคอนเท้นท์เดี๋ยวนี้ปัดไปเรื่อยๆ โดพามีนหลั่งตลอด ดูจนสมงสมองไปหมดละ .. แล้วใครจะไปจำแบรนด์อะไรได้

ล่าสุดผมนั่งฟังฝ่ายการตลาดเก่งๆของบริษัทใหญ่สองแห่งที่บ่นคล้ายๆกัน นอกจากโดนตัดงบ ทำยังไงก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้เหมือนเดิม จะทำคลิปอะไรซึ้งๆ จะส่งสารอะไร คนดูก็ไม่รับแล้ว ก็ปวดหัวกันอยู่อย่างหนัก เพราะท่าเดิมไม่ทำงานแล้ว

จะทำท่าใหม่ก็โดนข้อจำกัดด้วยกรอบแข็งๆของแบรนด์ จะทำอะไรก็ไม่กล้าเสี่ยง แต่ถ้าไม่ทำอะไรแปลกใหม่ หรือ controversial ก็ไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจอีก จะสร้างแบรนด์ จะคุยกับลูกค้าอย่างไรดี

คุยกับผู้ประกอบการก็กลุ้มใจ โดยเฉพาะคนที่สตางค์น้อย ไม่มีเงินสร้างแบรนด์ ขายตัดราคาก็ทุนหายกำไรหด ยิงแอดก็ไม่คุ้ม รู้ว่าแบรนด์สำคัญแต่ไม่รู้ต้องทำยังไง ..

ผมก็มานั่งคิดอยู่พักใหญ่ว่า หัวใจที่สำคัญที่สุดของการสร้างแบรนด์ยุคนี้คืออะไร… และถามใครดีถึงจะตรงสุด

…….

ผมโชคดีมากๆที่ได้มาร่วมออกแบบงานสัมมนา WTF Festival งานที่ชวนน้องๆผู้ประกอบการดาวรุ่งในตอนนี้มาขึ้นเวทีกันแน่นๆ งานจะจัดในวันที่ 23-24 พฤษภาคมนี้

ผมเลยต้องไปคุยกับน้องๆเจ้าของแบรนด์รุ่นใหม่ที่เก่งๆเกือบสามสิบคนและกำลังประสบความสำเร็จอยู่ในตอนนี้แทบทุกคน คุยแบบจริงจังเป็นชั่วโมงๆ เพื่อเอามาถอดรหัสและออกแบบการคุยบนเวที

ก็เลยเริ่มเห็นภาพ เห็นหลักการอะไรบางอย่างว่า แบรนด์แห่งยุคสมัยเหล่านี้เขาทำยังไงกัน มีจุดไหนที่คนที่จะทำธุรกิจหรือแม้แต่นักการตลาด ซีอีโอรุ่นใหญ่ต้องเรียนรู้

ถ้าใครชื่นชนแบรนด์อย่าง La glace. Mizumi. Tofusan. AMT. Gentlewoman. YeudPao. Urbandude. Srichan. Journal. Whitelab. Dumandi. Shinkanzen. Maison keeps. Bearhouse. Pramy

หรือใครที่แทบไม่ค่อยได้ยินชื่อแบรนด์เหล่านี้เลย ยิ่งน่าจะเอ๊ะเพิ่มว่าจะรู้จัก จะเข้าใจวิถีใหม่ที่เวิร์คนั้นคืออะไร

เพราะนี่คือความลับของแบรนด์แห่งยุคสมัย แบรนด์ที่เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่และโตเอาๆ ปีละหลายสิบเปอร์เซ็นต์ที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัดที่ผมได้คุยด้วย เลยอยากสรุปบางประเด็นมาดังนี้..

ถ้าผมจะเรียกหัวใจของการสร้างแบรนด์ในยุคนี้ที่เรียนรู้จากน้องๆเหล่านี้ก็คือพวกเขาสร้าง “Likable Brand”

……..

แล้ว likable brand คืออะไร..

— ประการแรก likable brand คือแบรนด์ที่มีความเป็นมนุษย์ มี human persona ชัดเจนมาก ไม่เหมือนแบรนด์รุ่นเก่าที่เป็นยี่ห้อ มีความรู้สึก corporate แข็งๆ ไม่ค่อยมีความรู้สึกอะไรเท่าไหร่

มีแม้กระทั่งหลับตานึกถึงหน้าตาเป็นคนออกเลย มีโทนเสียง มีจุดยืน ความเชื่อชัดเจนมากๆ ไม่ใช่อะไรๆก็ดูเป็นระบบระเบียบไปหมด

— ประการที่สอง likable brand มีเรื่องราวที่ดูเป็นมนุษย์ (Authentic Storytelling) ไม่สมบูรณ์แบบเกินเหมือนพวกแบรนด์รุ่นใหญ่ มีดราม่า มีเบื้องหลัง มีหยาดเหงื่อ มีเรื่องที่ประทับใจ มีความผิดพลาดอยู่

ดูมีเลือดเนื้อ มีความน่ารักน่าเอ็นดู และรู้สึกได้

— ประการที่่สาม likable brand มี “เจ้าของ” ที่แคร์ และคิดถึงการสร้างคุณค่าอะไรบางอย่าง อินกับความฝันบางเรื่อง และยอมหักไม่ยอมงอกับอะไรที่ดูไม่ค่อยเข้าท่าในมุมกำไร ไม่ขายของตลอดเวลาเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆ

Likable brand จะพยายามแก้ “pain” ของลูกค้าก่อน “ profit” ซึ่งเป็นความคิดต้นทางที่ตรงข้ามกับบริษัทใหญ่ๆที่เริ่มประชุมก็คุยกันเรื่องยอดขาย เรื่องกำไรก่อนเป็นหลัก พอติดกระดุมเม็ดแรกผิด ความ likable ก็หายไปตั้งแต่เจตนาเช่นกัน

— ประการที่สี่ likable brand มีความจริงใจสุดๆ มีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่แบรนด์ใหญ่ทำไม่ได้ เช่นเจ้าของตอบแชทเอง ทำผิดทำพลาดก็ชดใช้เกินความคาดหมายได้เอง มีการคุยกับลูกค้าแบบธรรมชาติ ไม่ใช่แชตบอทหรือคอลเซนเตอร์ AI เขียนด้วยลายมือมั่ง ทักทายส่วนตัวมั่ืง

สร้าง “แฟน” สร้างความนิยมที่ผูกพันไปถึงสร้างสาวกที่พร้อมสนับสนุนและปกป้องโดยที่แบรนด์ใหญ่ได้แต่มองด้วยความงุนงง

— ประการสุดท้าย likable brand มีความสม่ำเสมอมาก เจ้าของลงมือเอง คุยเองตอบแชทเอง ไลฟ์เองทุกวัน มีบุคลิก มีความทุ่มเทต่างกับบริษัทใหญ่ๆที่พอใช้ต่อๆกันเป็นทอดๆ ผู้บริหารก็อยู่แต่ในห้องประชุม ใช้ฝ่ายการตลาด ไปถึงน้องๆระดับล่างไปไลฟ์ ไปทำคอนเท้นท์แบบกล้าๆกลัวๆ เปลี่ยนหน้าไปเรื่อยๆ ทำเป็นแคมเปญ คุยแต่เรื่องยอดขาย

ยิ่งพยายามขายยิ่งไม่มีใครฟังอย่างมาก

….

ถ้าใครได้ไปงานปลายเดือนนี้ อยากให้สังเกตจุดต่างห้าประการนี้ดูนะครับ แต่ละคนที่ขึ้นเวทีจะมีห้าประการนี้ มากน้อยข้อไหนก็ต่างกันไปแต่ทุกคนมีห้าข้อนี้หมด จะเห็นถึงภาพแบรนด์ที่เป็น persona มากว่า product เห็นถึง micromoment ที่พวกเข้าสร้างขึ้น ทำให้ลูกค้าประทับใจจน “รู้สึก” และก็จะได้เห็นวิธีการขายแบบไม่ขาย

เล่าเรื่องที่เป็นประโยชน์ จับใจก่อนการขายทื่อๆ

เป็นทริกแอนด์ทิปที่ผมอยากให้ใช้เป็นแนวทางในการฟังสัมมนาตลอดสองวัน แล้วจะเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์สมัยใหม่แบบไทยๆที่หาจากตำราไหนไม่ได้เลยจริงๆครับ

ผมนี่ถึงกับกึ่งชวนกึ่งบังคับบริษัทที่ผมเป็นที่ปรึกษาและเป็นบอร์ด ให้ฝ่ายการตลาดปิดฝ่ายไปงานนี้เลย จะได้เข้าใจโดยไม่ต้องนั่งวนอยู่กับกรอบเดิมๆกันอีก และก็ให้ไกด์ไลน์ตามนี้ ….

ฟังแล้วกลับมาถกกันว่าจะทำยังไงถึงจะสร้าง likable brand ได้ ก็น่าจะเปลี่ยนความคิดในระดับ paradigm shift ขององค์กรได้เช่นกัน

จบด้วยการโฆษณาอีกซักทีนะครับ ว่างานระดับ paradigm shift ของคนทำธุรกิจหรือทั้งฝ่ายการตลาดแบบนี้ นี่ราคาไม่ถึงสองพันบาท ..

… ผมเลยต้องชวนกันไปหมดฝ่าย 23-24 พค นี่แหละครับ..

…..

( https://www.zipeventapp.com/e/WTF-FestivalInto-the-World-of-Outliers ใช้โค้ด “thana” ตอนซื้อก็ลดไปหลายร้อยจากสองพันบาท เขาให้สิทธิมาประมาณนึงครับ )

04/05/2026

ตื่นมาทำที่เก่ง
ทำที่เรารัก
ทำที่มีประโยชน์
ทำที่มีรายได้พอ

ถ้าคุณอยากได้สิ่งที่ไม่เคยมีคุณต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เคยทำความสำเร็จไม่เคยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยมันอยู่ในความกล้า- Thomas Ed...
03/05/2026

ถ้าคุณอยากได้สิ่งที่ไม่เคยมี
คุณต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
ความสำเร็จ
ไม่เคยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
มันอยู่ในความกล้า
- Thomas Edison

ถ้าคุณอยากได้สิ่งที่ไม่เคยมี
คุณต้องกล้าทำสิ่งที่ไม่เคยทำ
ความสำเร็จ
ไม่เคยอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
มันอยู่ในความกล้า

- Thomas Edison

#ลุงตี่inspiration #ลุงตี่สร้างแรงบันดาลใจ #คำคมชีวิต #ชีวิตคิดบวก

EF ทักษะชีวิตที่ช่วยให้เด็กจัดการตัวเองเป็น และเติบโตได้อย่างมั่นคง—เมื่อเปิดภาคเรียน ชีวิตของเด็กและครอบครัวมักเต็มไปด้...
02/05/2026

EF ทักษะชีวิตที่ช่วยให้เด็กจัดการตัวเองเป็น และเติบโตได้อย่างมั่นคง

เมื่อเปิดภาคเรียน ชีวิตของเด็กและครอบครัวมักเต็มไปด้วยภาระหลายด้าน ทั้งการเรียน งานของพ่อแม่ กิจกรรมเสริม และสังคมของเด็ก
การจะจัดสมดุลทั้งหมดนี้ให้เดินไปได้ ไม่ใช่เรื่องของความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “ทักษะสมอง” หรือ Executive Function (EF)
และทักษะนี้…ไม่ได้สำคัญแค่กับเด็ก แต่สำคัญกับ “ทั้งครอบครัว”
🧩 Executive Function คืออะไร?
Executive Function คือชุดทักษะที่ช่วยให้เราวางแผน ควบคุมตนเอง จัดลำดับความสำคัญ และทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ
ที่สำคัญคือ ทักษะนี้ “ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด” แต่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้
ในอุดมคติ โรงเรียนควรมีบทบาทในการสอนทักษะเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่มักเป็นคนที่ต้องช่วยฝึกและปลูกฝังให้ลูกมากที่สุด
เด็กทุกคนจำเป็นต้องใช้ EF และยิ่งโตขึ้น จากประถม มัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ทักษะนี้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
🧠 ทักษะ EF สำคัญ ที่เด็กต้องใช้ในชีวิตจริง
🔹 ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) คือความสามารถในการ “จำและนำข้อมูลมาใช้พร้อมกัน”
เช่น เมื่อครูบอกวันสอบ เด็กต้องจำ → หยิบสมุด → จด → และวางแผนอ่านหนังสือ
พ่อแม่เองก็ใช้ทักษะนี้ในการจำตารางนัดหรือสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน
🔹 การยับยั้งชั่งใจ (Impulse Control) คือการ “หยุดคิดก่อนลงมือทำ”
เช่น ระหว่างทำการบ้าน เด็กอาจอยากหยิบมือถือขึ้นมาดู แต่ทักษะนี้จะช่วยให้เขาเลือก “ทำสิ่งที่ควรทำก่อน”
🔹 การบริหารเวลา (Time Management) คือการรู้ว่า “ต้องใช้เวลาเท่าไร และจัดเวลาอย่างไรให้เสร็จทัน” ทักษะนี้ทำงานคู่กับ “การจัดลำดับความสำคัญ”
เช่น การซักชุดนักเรียนสำหรับพรุ่งนี้ สำคัญกว่าการเล่นเกมในวันนี้
🔹 การจัดระเบียบ (Organization) ไม่ใช่แค่การเก็บของให้เรียบร้อย แต่คือการ “สร้างระบบ” ให้ชีวิตง่ายขึ้น
เช่น รู้ว่าหนังสืออยู่ไหน รองเท้าอยู่ไหน การบ้านอยู่ไหน ลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการหา และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน
🔹 การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) คือการตัดสินใจว่า “อะไรควรทำก่อน–หลัง”
เช่น การบ้านที่ต้องส่งพรุ่งนี้ ควรทำก่อนงานที่ยังไม่เร่งด่วน
ทักษะนี้ช่วยให้เด็กตัดสินใจได้ดี และรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น
🌱 สรุปแล้ว Executive Function คือ “ทักษะพื้นฐานของการใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เครื่องมือเพื่อให้เรียนเก่ง
แต่คือสิ่งที่ช่วยให้เด็ก
• วางแผนเป็น
• ควบคุมตัวเองได้
• รับผิดชอบหน้าที่
• และปรับตัวกับโลกที่ซับซ้อนได้
เมื่อพ่อแม่เข้าใจและช่วยฝึกทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เด็กจะไม่ได้แค่ “ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น”
แต่จะค่อย ๆ เติบโตเป็นคนที่ “ดูแลและจัดการชีวิตของตัวเองได้จริง”
💛
พี่ดวงค่ะ

ที่มา : Liz Nissim Ph.D. , Empowering Children Through Essential Life Skills - Psychology Today

🧠 EF ทักษะชีวิตที่ช่วยให้เด็กจัดการตัวเองเป็น และเติบโตได้อย่างมั่นคง

เมื่อเปิดภาคเรียน ชีวิตของเด็กและครอบครัวมักเต็มไปด้วยภาระหลายด้าน ทั้งการเรียน งานของพ่อแม่ กิจกรรมเสริม และสังคมของเด็ก

การจะจัดสมดุลทั้งหมดนี้ให้เดินไปได้ ไม่ใช่เรื่องของความเก่งเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ “ทักษะสมอง” หรือ Executive Function (EF)

และทักษะนี้…ไม่ได้สำคัญแค่กับเด็ก แต่สำคัญกับ “ทั้งครอบครัว”

🧩 Executive Function คืออะไร?

Executive Function คือชุดทักษะที่ช่วยให้เราวางแผน ควบคุมตนเอง จัดลำดับความสำคัญ และทำสิ่งต่าง ๆ ให้สำเร็จ

ที่สำคัญคือ ทักษะนี้ “ไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด” แต่สามารถเรียนรู้และพัฒนาได้

ในอุดมคติ โรงเรียนควรมีบทบาทในการสอนทักษะเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่มักเป็นคนที่ต้องช่วยฝึกและปลูกฝังให้ลูกมากที่สุด

เด็กทุกคนจำเป็นต้องใช้ EF และยิ่งโตขึ้น จากประถม มัธยม ไปจนถึงมหาวิทยาลัย ทักษะนี้จะยิ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

🧠 ทักษะ EF สำคัญ ที่เด็กต้องใช้ในชีวิตจริง

🔹 ความจำเพื่อใช้งาน (Working Memory) คือความสามารถในการ “จำและนำข้อมูลมาใช้พร้อมกัน”

เช่น เมื่อครูบอกวันสอบ เด็กต้องจำ → หยิบสมุด → จด → และวางแผนอ่านหนังสือ

พ่อแม่เองก็ใช้ทักษะนี้ในการจำตารางนัดหรือสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวัน

🔹 การยับยั้งชั่งใจ (Impulse Control) คือการ “หยุดคิดก่อนลงมือทำ”

เช่น ระหว่างทำการบ้าน เด็กอาจอยากหยิบมือถือขึ้นมาดู แต่ทักษะนี้จะช่วยให้เขาเลือก “ทำสิ่งที่ควรทำก่อน”

🔹 การบริหารเวลา (Time Management) คือการรู้ว่า “ต้องใช้เวลาเท่าไร และจัดเวลาอย่างไรให้เสร็จทัน” ทักษะนี้ทำงานคู่กับ “การจัดลำดับความสำคัญ”

เช่น การซักชุดนักเรียนสำหรับพรุ่งนี้ สำคัญกว่าการเล่นเกมในวันนี้

🔹 การจัดระเบียบ (Organization) ไม่ใช่แค่การเก็บของให้เรียบร้อย แต่คือการ “สร้างระบบ” ให้ชีวิตง่ายขึ้น

เช่น รู้ว่าหนังสืออยู่ไหน รองเท้าอยู่ไหน การบ้านอยู่ไหน ลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการหา และลดความเครียดในชีวิตประจำวัน

🔹 การจัดลำดับความสำคัญ (Prioritization) คือการตัดสินใจว่า “อะไรควรทำก่อน–หลัง”

เช่น การบ้านที่ต้องส่งพรุ่งนี้ ควรทำก่อนงานที่ยังไม่เร่งด่วน

ทักษะนี้ช่วยให้เด็กตัดสินใจได้ดี และรับผิดชอบชีวิตตัวเองมากขึ้น

🌱 สรุปแล้ว Executive Function คือ “ทักษะพื้นฐานของการใช้ชีวิต” ไม่ใช่แค่เครื่องมือเพื่อให้เรียนเก่ง

แต่คือสิ่งที่ช่วยให้เด็ก
• วางแผนเป็น
• ควบคุมตัวเองได้
• รับผิดชอบหน้าที่
• และปรับตัวกับโลกที่ซับซ้อนได้

เมื่อพ่อแม่เข้าใจและช่วยฝึกทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง เด็กจะไม่ได้แค่ “ทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น”

แต่จะค่อย ๆ เติบโตเป็นคนที่ “ดูแลและจัดการชีวิตของตัวเองได้จริง”
💛
พี่ดวงค่ะ

ที่มา : Liz Nissim Ph.D. , Empowering Children Through Essential Life Skills - Psychology Today

รู้จักอาจารย์หมอสุรัตน์ เจ้าของผลงานหนังสือ "ทำแบบนี้สิ สมองดีขึ้นทันที100 เท่า!ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช (หมอตี้หลุง)แพทย...
02/05/2026

รู้จักอาจารย์หมอสุรัตน์ เจ้าของผลงานหนังสือ
"ทำแบบนี้สิ สมองดีขึ้นทันที100 เท่า!

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช (หมอตี้หลุง)
แพทย์ประสาทวิทยาที่เชื่อว่า “ความเข้าใจสมอง”
คือกุญแจของการเข้าใจชีวิต

จากห้องตรวจผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ไมเกรน และภาวะสมองเสื่อม
สู่บทบาทผู้นำด้านนวัตกรรมสุขภาพ

อาจารย์หมอทำงานบนรอยต่อของการรักษา งานวิจัย และการพัฒนาระบบสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

และหัวหน้าศูนย์ Medical Chiang Mai Health Innovation Center (MEDCHIC) เพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม

อาจารย์หมอสำเร็จวุฒิบัตรสาขาประสาทวิทยา
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโท MSc in Clinical Neurology จาก University College London (UCL) สหราชอาณาจักรพร้อมประสบการณ์วิจัยที่ Institute of Neurology, Lon

มีบทบาทในองค์กรวิชาการระดับนานาชาติ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสมาคมปวดศีรษะแห่งประเทศไทย รวมถึงกรรมการบริหารสมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย

ในด้านนวัตกรรม เขาเป็นผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์ม “Smile Migraine” มีส่วนสำคัญในโครงการ Suandok Medical Innovation District (SMID) และพัฒนาผลิตภัณฑ์ “V Flow” เครื่องดื่มสมุนไพรสำหรับการฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองซึ่งต่อยอดองค์ความรู้ทางคลินิกสู่การพัฒนาเชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบ

ผลงานได้รับรางวัลระดับประเทศหลายรายการ อาทิ
-Gold Elephant Award (2564)
-รางวัลชนะเลิศ Hack for Good Health and Well-being (2566)
-The Northern Science Park Award for Business Innovation (2566)
-Asia Smart App Award (Merit Award)
และทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติหลายโครงการ

ในปี พ.ศ. 2569 ได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 100 บุคคลแห่งปี จาก The People Award รางวัลอันทรงเกียรติที่ยกย่องผู้นำความคิดและผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมไทยในระดับประเทศ

นอกเหนือจากบทบาททางคลินิกและนวัตกรรม อาจารย์หมอถ่ายทอดความรู้ผ่านเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” หนังสือ และเวทีบรรยายทั้งในและต่างประเทศกว่า 500 ครั้ง ด้วยความตั้งใจทำให้เรื่องสมอง โรค และพฤติกรรม เป็นเรื่องใกล้ตัว เข้าใจง่าย และเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนได้จริง

เพราะสำหรับอาจารย์หมอแล้ว
“สมองที่แข็งแรง เริ่มจากความเข้าใจชีวิต และนวัตกรรมที่ยั่งยืน เริ่มจากความเข้าใจผู้ป่วย”

02/05/2026

แม้แต่ฝัน
ยังไม่กล้า
แล้วจะสำเร็จ
ได้อย่างไร?

02/05/2026

คิดและทำแบบโจโฉ
ผู้นำตลอดกาล...

ชุดเซทสมองดี...ด้วยความปรารถนาดีและห่วงใยจากหมอสมอง...เร็วๆ นี้เตรียมตัวได้ หมดแล้วหมดเลย
02/05/2026

ชุดเซทสมองดี...ด้วยความปรารถนาดีและห่วงใย
จากหมอสมอง...เร็วๆ นี้เตรียมตัวได้ หมดแล้วหมดเลย

คนเก่งจริงเขาจะ"ศึกษา" คนเก่งกว่า ไม่ใช่"อิจฉา"และ"นินทา"น้ำลายและใจที่คับแคบจะยิ่งกดตัวเองลง...
02/05/2026

คนเก่งจริงเขาจะ"ศึกษา" คนเก่งกว่า ไม่ใช่"อิจฉา"และ"นินทา"
น้ำลายและใจที่คับแคบจะยิ่งกดตัวเองลง...

จริง

01/05/2026

ทุกเช้าตื่นมา มีเป้าหมาย
มีวินัยทุกงาน
ไปถึงฝันแน่นอน

ที่อยู่

1/141 ต. ท่าวังตาล อ. สารภี จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50140

เบอร์โทรศัพท์

+66930785999

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Happybook Publicผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์