หมอธีวรุตติ์ คลินิก

หมอธีวรุตติ์ คลินิก นพ.ศิวา สุทธนะ

Cardiologist

เพจ : ทุกโรครักษา? “วินิจฉัย รักษาโรค และสร้างเสริมสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ”

06/01/2020

ช่วงนี้ได้กิน "ข้าวเหนียวใหม่" ครับ

ข้าวใหม่ ก็คือ ข้าวที่เก็บเกี่ยวแล้วก็เอามาสีเลย

ข้าวเก่า คือ ข้าวที่เก็บไว้ค้างปีหรือหลายเดือน ในหลองข้าว(ยุ้งข้าว) แล้วค่อยเอามาสี

ทางเหนือ ส่วนมากทำนาได้ปีละครั้ง (ประมาณว่าปลูกช่วงวันแม่ เกี่ยววันพ่อ) ช่วงนี้ก็เลยจะได้ข้าวใหม่มา

(แต่ทางภาคกลางก็จะปลูกได้มากกว่า 1 ครั้งเพราะมีน้ำตลอด)

พอได้ข่าวใหม่มาชาวบ้านก็จะทำพิธี "ตานข้าวใหม่"

ตานข้าว = ถวายข้าว

เอาข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวหลาม ข้าวจี่ ไปทำบุญ

เป็นประเพณีและความเชื่อของคนล้านนา
ข้าวใหม่จะลักษณะก็จะเป็นเม็ดใสๆ มีความหอม มีคุณค่าทางอาหารอยู่มาก เช่นจมูกข้าว
(ในรูปบางเม็ดจะเริ่มขาวแล้ว)

ถ้าจะแช่ข้าวก็จะแช่แค่ 2-3 ชม. เวลานึ่ง ก็แป๊บเดียว

ถ้าข้าวเก่าเม็ดจะขาวขุ่น ไม่หอม ต้องแช่นาน นึ่งนาน

ข้าวใหม่ ยังมี พลังงานความร้อนจากแสงแดด มีความชุ่มฉ่ำของน้ำ มีสารอาหารแร่ธาตุจากดินที่ติดค้างมา

ข้าวใหม่ ยังมี "พลังชีวิต" อยู่มาก

ถ้าทิ้งไว้ เกิดการสันดาป ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ แยกตัว ทำให้เกิดความขุ่นและแข็ง เป็นข้าวเก่า

การจะนึ่งให้ข้าวเก่าสุก ก็เลยต้องใช้น้ำและไฟ มากกว่า ข้าวใหม่
ตะกรันในผนังหลอดเลือดเรา ในตอนแรกจะมีเป็นแค่ "คราบไขมัน"

คราบไขมัน เกิดจาก การที่เยื่อบุผนังหลอดเลือดถูกทำให้เสียหายเลยทำให้ไขมันLDLและ เซลล์เม็ดเลือดขาว จากในกระแสเลือด สามารถสอดแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดได้

เวลาผ่านไปก็จะเกิดการสะสมไขมันข้างใต้เพิ่มขึ้น และมีเยื่อบุไฟบรัส มาปกคลุมด้านบน ทำให้เกิดเป็นตะกรันที่นูนขึ้นและทำให้รูหลอดเลือดตีบลง เลือดผ่านไปได้น้อยลง

เวลาผ่านไปเยื่อบุไฟบรัสหนาตัว มีเซลล์กล้ามเนื้อเรียบเข้ามา และมีแคลเซี่ยมมาเกาะทำให้แข็งขึ้น

(ตรงนี้เราเรียกว่า "ตะกรันที่เสถียร(Stable plaque)"

จินตนาการ ถึง อะโวคาโด ที่มีเปลือกแข็งข้างนอกและมีเนื้อที่มันอยู่ข้างใน)

ในความเห็นส่วนตัว ร่างกายคงอยากจะกำจัด ไขมันที่มันสะสมข้างใต้เหล่านี้

ก็เลยก็ต้องใช้ "น้ำ" = การมีเส้นเลือดเล็กๆงอกใหม่เข้าไปในตะกรันจากผนังหลอดเลือดข้างนอก

และใช้ "ไฟ" = กระบวนการอักเสบต่างๆ จากเม็ดเลือดขาว สารอักเสบ ทั้งหลาย

ส่งผลให้เกิดการตายภายในไขมัน มีเลือดออกในตระกรัน มีการอักเสบ ทำให้เยื่อหุ้มไฟบรัสที่ปกคลุมข้างบนบางลงและสุดท้ายก็เกิดการแตกของตระกรัน

(ตรงนี้เราเรียกว่า "ตะกรันที่อ่อนไหว(Vulnerable plaque)"

คงคล้ายภาพยนตร์เรื่อง Armageddon ที่จะต้องทำลายดาวหางที่จะพุ่งชนโลก โดยการขุดเจาะเข้าไปแกนข้างในแล้ววางระเบิดให้มันแตกออกมา)

ทำให้ตะกรันเกิดบาดแผล มีการสร้างลิ่มเลือดเพื่อซ่อมแซม

ถ้าลิ่มเลือดใหญ่มาก ก็จะอุดตันเส้นเลือด เกิดการขาดเลือดที่อวัยวะนั้น

ถ้าเป็นที่เส้นเลือดหัวใจ ก็เกิดภาวะ "กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

ถ้าเป็นที่สมอง ก็เกิดภาวะ "เส้นเลือดในสมองอุดตัน" เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต

ข้าวเก่า ก็เปรียบเหมือนตะกรันที่สะสมความแข็งมานาน

ร่างกายต้องการสลายมัน ก็เลยต้องใช้ทั้ง"น้ำ" และ "ไฟ" มาก

(เหมือนข้าวเก่าที่ต้องแช่น้ำและใช้ไฟนาน)

จนนำไปสู่ภาวะโรคดังกล่าว

เราควรจะป้องกันดังนี้

-กินไขมันที่ดี เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก
(หัวใจหลักของอาหารแบบเมดิเตอเรเนี่ยน ที่ดีต่อโรคหัวใจ คือ การกินไขมันที่ดี)

-ลดเนื้อสัตว์ ของทอด ไขมันทรานส์

-กินผักผลไม้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของมื้อ

-ปรับความดันให้ปกติ ลดความเครียด

-ออกกำลัง ลดน้ำหนักให้เหมาะสม

-คุมน้ำตาลในเลือดให้ปกติ ในคนเป็นเบาหวานหรือก่อนเบาหวาน

การดูแลไม่ให้เกิดไขมันสะสมในเส้นเลือด (โดยการกินไขมันที่ดี)

ไม่ทำให้เกิดตะกรันเรื้อรัง

และทำให้เส้นเลือดของเราสะอาดใสที่สุด

ก็เหมือนกับการ "ตานข้าวใหม่" ให้ตัวเอง

ให้ "พลังชีวิต ความหอม และคุณค่า"

ไม่ทิ้งไว้เป็น "ข้าวเก่า" ที่สะสมใน "หลองข้าว"

ซึ่งก็คือ "หลอดเลือดที่รักของเรา"..นั่นเอง

ด้วยรัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ

11/12/2019

”การเลี้ยงหมากับโรคหัวใจ”

ผลการศึกษาแบบทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ(Systematic review) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการเลี้ยงหมาและการเสียชีวิต(จำนวน 10 การศึกษา รวมแล้วกว่า 3.8 ล้านคน ระยะเวลาติดตามอยู่ในช่วง 1 ถึง 22 ปี) ตีพิมพ์ในวารสาร Circulation ตค.2019 พบว่า..

1.ลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ 24%

2.ลดการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ 31%

3.กลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ คนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว

(และใน 10 การศึกษานี้ มี 1 การศึกษาที่ใหญ่ที่สุดจากประเทศสวีเดน ศึกษา คนเป็นโรคหัวใจขาดเลือด 181,696 คน และคนเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ 154,617 คน

พบว่าการเลี้ยงหมาลดการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุ 21 % ซึ่งกลุ่มที่ได้ประโยชน์สูงสุดคือ กลุ่มคนที่พักอาศัยอยู่คนเดียว)

ในบทบรรณาธิการ Dr.Dhruv S. Kaz ได้สรุปกลไกที่อาจจะทำให้การเลี้ยงหมามีผลดีกับหัวใจ คือ..

1.สำคัญที่สุด คือ “เพิ่มความสุขภายในใจ ลดความทุกข์” โดยการลดความซึมเศร้า ความโดดเดี่ยว ความกังวล เพิ่มการปฏิสัมพันธ์กับผู้คน เพิ่มความมั่นใจในตัวเอง

2.เพิ่มการได้เคลื่อนไหว ออกกำลัง

3.เพิ่มเวลาการอยู่นอกบ้าน

มีผลทางสรีรวิทยา คือ ลดความดัน ลดอัตราการเต้นของหัวใจขณะพัก ลดการตอบสนองของระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเธติกในภาวะเครียด และ อาจจะทำให้ระดับไขมันดีขึ้น

ทั้งหมดนี้ส่วผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดที่ดีขึ้น

แต่..เราต้องเข้าใจว่า การศึกษาแบบนี้ทำให้เห็น “ความเป็นไปได้” ในความสัมพันธ์ของการเลี้ยงหมากับอัตราการเสียชีวิตที่ลดลงจากทุกสาเหตุและจากโรคหัวใจเท่านั้น

ยังสรุปไม่ได้ว่า “เป็นเหตุและผล” กัน

(ทางการวิจัย จะสรุปแบบนั้นได้ก็ต้องทำการศึกษาแบบสุ่ม(Randomized Control Trial) ซึ่งกรณีการเลี้ยงหมาจะเป็นไปได้ยากกว่า การให้ยา ยาจริง-ยาหลอก)

และการที่จะเลี้ยงหมาหมายถึง การรับผิดชอบดูแล เอาใจใส่ และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

เพราะฉะนั้นคำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกาจึงมีข้อแนะนำว่า

1.การเลี้ยงหมาอาจจะมีความสัมพันธ์บางอย่างที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (ระดับของหลักฐาน B )

2.อาจมีเหตุผล(May be reasonable)ที่จะเลี้ยงหมาเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (ระดับคำแนะนำ IIb ระดับของหลักฐาน B )

3.การเลี้ยงหรือซื้อหมาเพื่อจุดประสงค์หลักในการลดระดับความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ(Should not be done) (ระดับคำแนะนำ III ระดับของหลักฐาน C)

สรุปว่า..

มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่า การเลี้ยงหมาอาจจะช่วยทำให้โรคหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น ผ่านการทำให้ปัจจัยด้านจิตใจดีขึ้นเป็นหลัก โดยการลดความเครียด ความเศร้า โดดเดี่ยว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจและการดำเนินโรคของโรคหัวใจเป็นอย่างมาก (และทำให้เจ้าของได้มีการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นด้วย)

แต่การเลี้ยงหมาก็ทำให้เกิดการดูแล รับผิดชอบ ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

เพราะฉะนั้นให้เราพิจารณาตามความเหมาะสม มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์
จะเห็นว่า การเลี้ยงหมามีแนวโน้มช่วยทำให้โรคหัวใจดีขึ้น ลดอัตราการตาย

(ไม่รู้รวมเจ้าของหมาแบบ “จอห์น วิค(John wick)” รึเปล่า^^ ที่จะสรุปได้ว่าการเลี้ยงหมาช่วยลดอัตราการตายและลดความเครียด มีสุขภาวะและชีวิตที่ดีขึ้น เพราะตั้งแต่แกรับเลี้ยงหมา ชีวิตก็เปลี่ยนไป ^^ ได้เคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก)

ซึ่งผ่านการลดความเครียด ความเศร้า ความโดดเดี่ยว เป็นหลัก

เพราะฉะนั้น..เราก็อาจจะพอเห็นแนวโน้มว่า โรคหัวใจกับความเครียด มีความสัมพันธ์กันอยู่

อาจจะเป็นเหตุ หรือ ปัจจัยร่วมสำคัญที่สุด ก็เป็นได้

เพราะร่างกายกับจิตใจก็คือสิ่งเดียวกัน มีผลกระทบต่อกันอย่างแยกไม่ได้

(เหมือนด้านหัวและก้อยของเหรียญอันเดียวกัน)

เพราะฉะนั้นการรักษาโรคหัวใจเราควรเพิ่มและเน้น “ขาที่สาม” นอกจาก ยา ผ่าตัด/หัตถการ ซึ่งก็คือ “การดูแลตัวเองและรักตัวเอง(Self-care & Self-love)” เข้าไปด้วย

(เพราะโรคหัวใจเกิดขึ้นมาก็เพื่อให้เราดูแลและรักตัวเองนั่นแหล่ะ)

จะช่วยลดภาวะพึ่งพิงที่มากเกินไป ลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ และลดปัญหาความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์

เหมือนเก้าอี้ที่มีครบสามขา เกิดความสมดุลขึ้นด้วยตัวมันเอง

ปัญหายากๆ แก้ได้ด้วยวิธีที่เรียบง่าย

ท่านไหนที่เป็นเจ้าของหมาอยู่แล้วก็ขอให้ดูแลเอาใจใส่

ท่านไหนยังไม่ได้เลี้ยงก็ลอง “พิจารณา” ตามความเหมาะสมดูนะครับ

ด้วยรัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ


source

https: //www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIRCOUTCOMES.119.005887

https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIRCOUTCOMES.119.005554

https://www.ahajournals.org/doi/10.1161/CIRCOUTCOMES.118.005342

https://ahajournals.org/doi/full/10.1161/cir.0b013e31829201e1

02/12/2019
28/11/2019

ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันที่เกิดจากการอุดตันภายในเส้นเลือดแบบทั้งหมด

(ซึ่งส่วนมากดูได้จากคลื่นไฟฟ้าหัวใจมีส่วน ST ยก)

ขาดเลือด = ขาดออกซิเจน

และ ออกซิเจน = ชีวิต

การจัดการจากคำแนะนำ(ESC Guideline)เพิ่มความคิดเห็นส่วนตัวเข้าไปด้วย

ผมลองสรุปได้เป็น “6 ป.” คือ

“เปิด ปิด ปรับ เปลี่ยน ป้องกัน ประโยชน์” ดังนี้

1.เปิด

ต้องรีบเปิดเส้นเลือดให้เร็วที่สุด เพราะต้องแข่งกับเวลาที่กล้ามเนื้อหัวใจจะตาย(เวลานับเป็นชั่วโมง)

วิธีเปิด ก็คือ เอาบอลลูนไปเปิดขยายเส้นเลือดที่อุดตันจากลิ่มเลือด แล้วใส่ขดลวดไว้

วิธีอื่นก็คือ เอายาไปสลายลิ่มเลือด จากนั้นก็อาจจะต้องทำบอลลูนและใส่ขดลวดต่อ

ถ้าทำบอลลูนไม่ได้ก็อาจจะต้องผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจแบบด่วน

2.ปิด

ปิดกั้นปฏิกิริยาต่างๆที่กำลังเกิดขึ้นกับผู้ป่วย

2.1 ปิดกั้นการเกิดลิ่มเลือดเพิ่ม โดยการให้ยาต้านการจับตัวของเกร็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด

2.2 ปิดกั้นปฏิกิริยาสู้หรือหนี(Fight-or-Flight response)

ในภาวะตอบสนองต่ออันตราย ความเครียด ร่างกายจะกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติซิมพาเธติก และทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอีพิเนฟฟริน นอร์อีพิเนฟฟริน

ปฏิกิริยานี้จะกระตุ้นหัวใจให้บีบตัวเร็วและแรง ทำงานหนักขึ้น ต้องการออกซิเจน

เหมือนเฆี่ยนม้าที่กำลังอ่อนแรง

“ถ้าไม่มีข้อห้าม” เราจะให้ยาที่แย่งจับตัวรับของฮอร์โมนเครียดเหล่านี้ ซึ่งก็คือ เบต้า บล๊อกเกอร์(Beta Blockers)

ทำให้หัวใจผ่อนคลายลง ลดความต้องการออกซิเจน เกิดความสมดุลระหว่าง..

“รายได้(ออกซิเจนที่ได้) และ รายจ่าย(ออกซิเจนที่ใช้)”

นอกจากนี้ ยาที่ทำให้คลายเครียด ผ่อนคลาย และลดอาการเจ็บอก ก็จะช่วยลดปฏิกิริยานี้ด้วย

2.3 ปิดกั้นปฏิกิริยากระตุ้นระบบราส (Renin-Angiotensin-Aldosterone System)

ในภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจจะบีบตัวลดลง เลือดจะไปที่ไตลดลง

การที่เลือดไปที่ไตลดลง จะไปกระตุ้นระบบราส หลั่งฮอร์โมนต่างๆ ทำให้เส้นเลือดหดตัวและเกิดการคั่งของเกลือและน้ำ

ปฏิกิริยาตรงนี้จะทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น (เหมือนปั๊มน้ำต้องบีบตัวเอาชนะท่อที่มีแรงดันสูงขึ้น)

การปิดกั้นปฏิกิริยาตรงนี้จะทำให้ เส้นเลือดคลายตัว การคั่งของเกลือและน้ำลดลง

ความดันในหลอดเลือดจะลดลง หัวใจทำงานลดลง ลดความต้องการใช้ออกซิเจน

“ถ้าไม่มีข้อห้าม” เราจะให้ยาปิดกั้นปฏิกิริยานี้

ยาที่ช่วยปิดกั้นปฏิกิริยานี้ได้แก่ ACEIs ARBs MRAs

(ยาเบต้า บล็อกเกอร์ และยาปิดกั้นราส จะได้ประโยชน์สูงในคนที่หัวใจบีบตัวได้ลดลง หรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว)

2.3 ปิดกั้นปฏิกิริยาอักเสบและทำให้ผนังหลอดเลือดอยู่ตัว

ยาในกลุ่มนี้คือ ยาลดไขมันสตาติน(Statins)ซึ่งไม่แค่มีฤทธิ์ลดไขมัน แต่ยังลดการอักเสบ ทำให้ผนังหลอดเลือดและตะกรันที่เพิ่งแตกเสถียร

และตัองให้ในขนาดสูง

3.ปรับ

ปรับทุกอย่างให้สมดุล เป็นปกติ เช่น

ถ้าขาดออกซิเจน ก็ต้องให้ออกซิเจน

ถ้ากล้ามเนื้อหัวใจทะลุ หรือลิ้นหัวใจรั่วจากการขาดเลือด ก็ต้องผ่าตัดซ่อมแซมด่วน

ถ้ามีเลือดออกในช่องเยื่อหุ้มหัวใจและบีบรัด ก็ต้องเจาะออก

ถ้าช๊อค ก็ต้องแก้ไขให้ปกติ

ถ้าหัวใจเต้นเร็วหรือช้าไป ก็ทำให้ปกติ

ถ้ามีน้ำเกินในปอด ก็ต้องขับน้ำออก

ถ้ามีการติดเชื้อ ก็แก้ไขการติดเชื้อ

ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงหรือต่ำ ก็ปรับให้ปกติ

4.เปลี่ยน

“ในวิกฤตมีโอกาส”

คนเราจะเกิดความเปลี่ยนแปลงง่ายที่สุดในตอนที่เราเกิดวิกฤต ผ่านความตาย

ให้หาโอกาสที่มาพร้อมกับสิ่งนี้

ถ้าผู้ป่วยอยู่ในภาวะคงที่แล้ว อาจจะต้องช่วยผู้ป่วยตั้งคำถามว่า

“อะไร? ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้”

เช่น สูบบุหรี่ การกิน การออกกำลัง ความเครียด วิถีชีวิต

สมมุติว่า สูบบุหรี่

การสูบบุหรี่ เกิดจากความเครียด

ความเครียด เกิดจากการเชื่อความคิดบางอย่างที่ยังไม่ได้เช็คมาตลอดชีวิต

ถ้าหาได้และเช็คความคิด

จะถือว่าเราได้รักษาที่รากจริงๆ

เพราะถ้าให้การรักษาด้วยยา หัตถการ การงดสูบบุหรี่อย่างเดียว

แต่รากสาเหตุยังอยู่ ผู้ป่วยก็จะไปเสพติดสิ่งอื่น(ที่สังคมยอมรับมากกว่า)ต่อไป เช่น น้ำตาล

ไม่ได้หมายความว่า เราต้องตำหนิตัวเอง

แต่หมายความว่า ให้หาของขวัญที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้

Every problem is a blessing in disguise

แล้วเรียนรู้จากมัน

5.ป้องกัน

การป้องกันได้แก่

การให้ยาต้านเกร็ดเลือด ยาเบต้า บล็อกเกอร์ ยาต้านปฏิกิริยาราส ยาลดไขมัน ยาลดอาการเจ็บอก

ยาควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง

พิจารณาการใส่เครื่องป้องกันการเสียชีวิตจากหัวใจเต้นผิดจังหวะในคนที่เหมาะสม

ปรับวิถีชีวิต การกิน(แนวอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน) การออกกำลังกายตามความเหมาะสม การลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน

การลดความเครียด โดย การฝึกปฏิกิริยาตอบสนองแบบผ่อนคลาย(Relaxation response) เช่น การฝึกหายใจ

6.ประโยชน์

ให้ผู้ป่วยได้รวมกลุ่ม สร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยการให้คำแนะนำ ให้ความรู้ ให้กำลังใจ แก่ผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่ได้ป่วย

เอาประสบการณ์ตรง บทเรียนที่มีราคา ที่เขาผ่านมาได้ มาช่วยคนอื่น

เช่น พฤติกรรมอะไรที่ทำให้เป็นโรคหัวใจ

เขาเลิกบุหรี่ได้อย่างไร

การเป็นโรคหัวใจทำให้เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง

เขาได้อะไรจากโรคหัวใจ

ตรงนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นแล้ว ผู้ป่วยยังรู้สึกว่ามีคุณค่า

ออกจากโมเดลแบบรถที่เคยชน ซ่อมด่วน แล้วก็ให้หมอซ่อมไปเรื่อยๆ

ออกจากความรู้สึกเป็น “เหยื่อ”
คำถามที่สำคัญ คือ “ทำไมตะกรันถึงแตก?”

(มันจะมีเรื่องบังเอิญ เกิดเรื่องแบบสุ่ม แบบที่ ชาร์ล ดาร์วิน เชื่อในทฤษฎีวิวัฒนาการ
หรือพระเจ้าทอยลูกเต๋าสุ่มให้เหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น จริงๆหรือ?)

“ปฏิกิริยาสู้หรือหนีที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นก่อนหรือหลังตะกรันแตก?”

“ถ้ากายและจิตใจ เกี่ยวพันกันแบบเป็นหนึ่งเดียว เหมือนด้านหัวกับก้อยของเหรียญเดียวกัน ถ้าเราละเลยอีกด้านหนึ่งไป การรักษาจะสมบูรณ์หรือไม่?”

“ถ้ายาต้านปฏิกิริยาสู้หรือหนี ยาต้านปฏิกิริยาราส สามารถช่วยคนไข้ได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งตอนที่เกิดเหตุวิกฤตและหลังจากเกิดเหตุวิกฤต

และปฏิกิริยาสู้หรือหนีเกิดขึ้นจากการตอบสนองต่อความเครียด

เพราะฉะนั้นสาเหตุที่แท้จริงที่เกิดก่อนหน้าที่เราจะเห็นเหตุการณ์ จะเป็นที่ตรงนี้ได้หรือไม่?”

“ถ้าเรารักษาแบบซ่อมรถ แต่ไม่ได้หาเหตุที่แท้ที่อยู่ที่คนขับรถ ก็เหมือนเรามองข้ามปัญหาที่แท้จริงหรือไม่? และสุดท้ายรถก็จะพังอยู่ดีหรือเปล่า?”

“ถ้าเราไม่หาสาเหตุที่แท้ สุดท้ายหัวใจก็จะโตและล้มเหลวในที่สุด ตามชะตาของคนที่เป็นโรคหัวใจ (Cardiovascular disease continuum) หรือไม่?”

ตอนนี้การรักษาด้วยยา หัตถการ ผ่าตัด เป็นสิ่งที่ดีมาก และควรทำเป็นอย่างยิ่ง

แต่มันก็อาจจะมีความไม่สมดุลบางอย่างอยู่

เปรียบเหมือนเก้าอี้ที่ควรมีสามขา(Three-legged stools) แต่ขาหายไปข้างหนึ่ง

ทำให้เก้าอี้ตัวนี้มันกวัดแกว่ง ไม่เสถียร

แสดงผลออกมาในรูปแบบค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ ภาวะพึ่งพิง ความสัมพันธ์ของผู้ป่วยและบุคลากร

เราอาจจะทำให้มันสมดุลขึ้นได้หรือไม่?
ในซีรี่ภาพยนตร์เรื่อง เจสัน บอนด์

ภาคแรกเปิดตัวมา กับฉากที่พระเอก(แมต เดมอน) ถูกพบลอยอยู่กลางทะเล ชาวเรือช่วยไว้ พบว่าเขาถูกยิง ชาวเรือช่วยรักษาจนเขาดีขึ้น แต่เขากลับจำอดีตอะไรไม่ได้เลย ชื่อตัวเองก็ไม่รู้

หัวใจของเรื่องนี้ก็คือ การตามหาอดีตว่าเขาเป็นใคร ทำอะไรไว้ เรียนรู้และแก้ไข

ตะกรันที่แตก ลิ่มเลือดที่อุดตัน ก็คล้ายๆ เจสัน บอนด์ ที่เกิดวิกฤต
(อะไรที่ทำให้เขาถูกยิง เกือบตายในทะเล)

เราต้องไปหาว่า “อะไรที่ทำให้เรามาอยู่ในจุดนี้”

เรียนรู้ หาสาเหตุและแก้ไขมัน

มันทำให้เกิดขาที่สามของเก้าอี้ ซึ่งก็คือ การดูแล พึ่งพิงตัวเอง (Self-care)

แล้วทุกอย่างก็จะสมดุลขึ้น

เหมือน “เก้าอี้สามขา”

ถ้ารักษาหรือเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ลองพิจารณา..

“เปิด ปิด ปรับ เปลี่ยน ป้องกัน ประโยชน์” ดูครับ

ด้วยรัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ

cardiologist

(รูปนี้วาดเองได้ประมาณเท่านี้แหละครับ^^ )

05/11/2019

As above So below

โรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลัน เกิดจากการแตกตัวของตะกรันในเส้นเลือดหัวใจ

เมื่อแตกเป็นแผล โคเลสเตอรอลที่ฝังในตะกรันมาตลอดจะสัมผัสกับเลือดที่ไหลผ่าน

ตรงนี้จะเกิดการซ่อมแซม สมานแผล มีการแข็งตัวของเลือดเกิดเป็น.. "ลิ่มเลือด"

ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นจะอุดตันเส้นเลือดหัวใจแบบทันที

ส่งผลให้กล้ามเนื้อหัวใจตรงส่วนที่เส้นเลือดนั้นไปเลี้ยง.."ขาดเลือด"

ขาดเลือด = ขาดออกซิเจน

เมื่อขาดออกซิเจน ก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของไฟฟ้าในหัวใจและเกิดอาการเจ็บอก

ถ้าปริมาณการอุดตันของลิ่มเลือดมันเป็นไม่มาก ยังมีเลือดไหลไปได้และอุดไม่นาน ความรุนแรงของการขาดออกซิเจนจะไม่มาก

แต่ถ้าปริมาณการอุดตันของลิ่มเลือดอุดทั้งเส้นเลือด(100%) เลือดไหลไปไม่ได้เลยและอุดตันเป็นเวลานาน แบบนี้กล้ามเนื้อหัวใจจะตายในเวลาอันรวดเร็ว การรักษาต้องรีบเปิดเส้นเลือด เอาการอุดตันออกให้เร็วที่สุด เพื่อให้เลือด ให้ออกซิเจนไปถึงให้เร็วที่สุด

การเปิดเส้นเลือดก็อาจจะใช้ยาละลายลิ่มเลือด หรือทำบอลลูนใส่ขดลวด หรือทั้งคู่

(ความรุนแรง มีปัจจัยอื่นๆมาเสริมอีก เช่น มี เส้นเลือดแขนงจากที่ตำแหน่งอื่นส่งเลือดมาช่วยเลี้ยง เหมือน เวลาแม่น้ำแห้ง เราผันน้ำจากที่อื่นมาเลี้ยง อันนี้เหมือนเป็น back up เป็นบุญของแต่ละคนว่าจะมีหรือไม่)

สรุปว่า ถ้าอุดตันแบบทั้งหมด หรือ ส่วนหนึ่ง ความด่วนในการรักษาจะต่างกัน

ซึ่งตรงนี้บุคคลากรทางการแพทย์ก็จะแยกโดยการดูคลื่นไฟฟ้าหัวใจในคนไข้ที่เจ็บหน้าอก(จากโรคหัวใจขาดเลือด)

ดูส่วนที่เรียกว่า เอสที เซกเมนท์ (ST segment)

ถ้าส่วนนี้ยกขึ้น (และไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น) ก็แปลว่ามีการอุดตันแบบทั้งหมด การรักษาก็จะเข้าสู่โหมดด่วน

ถ้าส่วนนี้ไม่ยก (อาจจะกดลงหรืออยู่ที่เดิม) ก็แปลว่ามีการอุดตันบางส่วน การรักษาก็จะเข้าสู่โหมดไม่ด่วนมาก

(อาจจะยกเว้นในบางกรณี เช่น เส้นเลือดหัวใจส่วนขั้วด้านซ้ายตัน(Left main coronary artery occlusion) ก็จะไม่ยก แต่ด่วน)

เพราะฉะนั้นการดู เอสที เซกเมนท์ จึงสำคัญมาก

แต่ความจริงแล้ว เอสที เซกเมนท์ มัน "ไม่เคยยกหรือกดลง" เลย

มันเป็นส่วนอื่นคือ ทีพี เซกเมนท์(TP segment) และ พีอาร์ เซกเมนท์(PR segment) ที่เปลี่ยนแปลงต่างหาก
เวลากล้ามเนื้อหัวใจขาดออกซิเจนจะทำให้ขาดตัวเผาผลาญที่จะทำให้เกิดโมเลกุลที่ให้พลังงานที่เรียกว่า ATP

ATP เป็นตัวขับเคลื่อน"ปั๊ม"ที่ทำให้เกิดการเข้าออกเซลล์ของโซดียมและโพแทสเซียมที่เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ

การเข้าออกของโซเดียมกับโพแทสเซียมนี้ จำเป็นกับการเกิดไฟฟ้าในหัวใจในขณะ หัวใจพัก (เฟส 4 cardiac action potential, diastole )

ซึ่ง เฟส 4 นี้จะอยู่ในช่วงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่เราเห็นจากภายนอก คือ ทีพี และ พีอาร์ เซกเมนท์

ถ้าขาดออกซิเจน ขาด ATP ปั๊มโซเดียมโพแทสเซียมจะรวน ไฟฟ้าในหัวใจในช่วงเฟส 4 จะรวนไปด้วย

การรวนของไฟฟ้าหัวใจในเฟส 4 จะทำให้ ทีพี และพีอาร์ เซกเมนท์ ที่เราตรวจเจอจากภายนอกรวนไปด้วย

ถ้าเส้นเลือดอุดตันไม่มาก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดบางส่วน(ด้านใน)

แนวไฟฟ้าจะ"เข้าหา"ตัวรับสัญญาณไฟฟ้าที่ติดไว้ที่ผิวหนัง

ทีพีและพีอาร์ เซกเมนท์ก็จะ "ยก"

แต่เนื่องจากเครื่องตรวจ เอาสองส่วนนี้เป็นฐาน จึงขยับกราฟลงมาในแนวปกติโดยอัตโนมัติ

จึงทำให้เราเห็นส่วน เอสที เซกเมนท์ "กดลง"

ในทางกลับกัน ถ้าเส้นเลือดอุดตันทั้งหมด กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดทั้งความหนา

แนวไฟฟ้าจะ"ออกจาก"ตัวรับสัญญาณไฟฟ้าที่ติดไว้ที่ผิวหนัง

ทีพีและพีอาร์ เซกเมนท์ก็จะ "กดลง"

แต่เนื่องจากเครื่องตรวจ เอาสองส่วนนี้เป็นฐาน จึงขยับกราฟขึ้นมาในแนวปกติโดยอัตโนมัติ

จึงทำให้เราเห็นส่วน เอสที เซกเมนท์ "ยกขึ้น"

สรุปว่า..

ที่เราเคยเรียกว่า

"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทีเซกเมนท์ยก(ST elevation MI)"

เราอาจจะเรียกว่า

"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดทีพีและพีอาร์เซกเมนท์กดลง" ก็ได้

ที่เราเคยเรียกว่า

"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดเอสทีเซกเมนท์ไม่ยก(Non ST elevation MI)"

เราอาจจะเรียกว่า

"โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดชนิดทีพีและพีอาร์เซกเมนท์ไม่กดลง" ก็ได้

มันจะเรียกชื่อแบบไหนก็ได้
ประเด็นก็คือว่า ทุกอย่างเป็นความจริงแบบ "สัมพัทธ์"

มันไม่ได้ "สมบูรณ์" ในตัวเอง

บน-ล่าง สูง-ต่ำ ยก-กด ร้อน-หนาว อ้วน-ผอม สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว รวย-จน

ทั้งสองด้านนี้อยู่ในกันและกัน

ไม่สามารถแยกได้

สมมุติเราขึ้นลิฟท์ที่เมืองไทย

ในซีกโลกตรงข้ามก็อาจจะบอกว่ากำลัง "ลง" ก็ได้

ทุกอย่างในชีวิตก็เป็นแบบนั้น

ในขึ้น มีลง ในลง มีขึ้น

ในสุข มีทุกข์ ในทุกข์ มีสุข

ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า

"The essence of our practice can be described as transforming suffering into happiness"

"แก่นแท้ของการปฏิบัติคือ การเปลี่ยนความทุกข์ให้เป็นความสุข"

เพราะฉะนั้น ถ้ามีความทุกข์ ให้ยอมรับ พิจารณาและเปลี่ยนเป็นความสุข

เหมือนเปลี่ยนจากโคลนตม..เป็นดอกบัว

ท่านที่เป็นโรคหัวใจขาดเลือดก็สามารถใช้โอกาสตรงนี้พิจารณาว่า..

โรคหัวใจขาดเลือดของเราเกิดจากพฤติกรรมอะไร

แล้วพฤติกรรมนั้นเกิดจากการเสพติดอะไร

พิจารณาต่อว่าการเสพติดนั้นเกิดจากความคิดที่ทำให้ทุกข์อะไร

พิจารณาต่อว่า ความคิดนั้นเป็นความจริงหรือไม่

เมื่อเราเห็น..เราก็จะเป็นอิสระและเกิดความสุข

ไม่ว่าโรคหัวใจเราจะเป็นเช่นไร เราก็จะมีความสุขได้

และนั่นก็คือ สุขในทุกข์

เพราะเราไม่ได้แยกมัน

เราฝึกที่จะเปลี่ยนมันได้

จากโคลนตมเป็นดอกบัว

จากทุกข์..ไปเป็นสุข

และนี่คือจุดประสงค์ที่โรคหัวใจเกิดขึ้น..กับเรา

Everything happens "for" you,not to you !

ด้วยรัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ

Cardiologist

01/11/2019

ภาวะก่อนเบาหวาน(Pre Diabetes)

คือ ภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงแต่ยังไม่ถึงกับเป็นเบาหวาน

เหมือนโซนสีเทา ซึ่งอยู่ระหว่างสีขาว(คนปกติ)กับสีดำ(คนเป็นเบาหวาน)

จากข้อแนะนำ(Guideline)สรุปว่า..

1.การวินิจฉัย จาก

1.1 น้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร(Fasting Blood Sugar:FBS)

ค่า 100 -125 mg/dL (สมาคมโรคเบาหวานแห่งอเมริกา)

หรือ 110-125 mg/dL (องค์การอนามัยโลก)

(เป็นเบาหวาน คือ ค่าตั้งแต่ 126 mg/dL ขึ้นไป)

1.2 น้ำตาลสะสมในเม็ดเลือด (HBA1C)

5.7-6.4 %

(ยิ่งค่าสูงเข้าใกล้ 6.4 มากเท่าไหร่ โอกาสจะเป็นเบาหวานจริงๆในอนาคตก็จะเพิ่มขึ้น)

2.ควรตรวจติดตามค่าน้ำตาลในเลือดปีละครั้งเพื่อติดตามว่าจะพัฒนาเป็นเบาหวานหรือไม่

3.หลักสำคัญที่สุดคือ “การชะลอหรือยับยั้งไม่ให้พัฒนาไปเป็นเบาหวานจริงๆ”

โดยการ “ลดพลังงานสะสมส่วนเกินในร่างกาย” หรือ “การลดน้ำหนัก” นั่นเอง ดังนี้

3.1 ตั้งเป้าลดน้ำหนักที่ 7% ของน้ำหนักเริ่มต้น และรักษาระดับนี้ไว้

การลดทุกๆ 1 กก.จะลดการเกิดเป็นเบาหวานได้ 43%

(จาก Global Diabetes Prevention Intervention)

3.2 ออกกำลังปานกลางถึงหนัก เช่น การเดินเร็ว

(คำว่า “เดินเร็ว” คร่าวๆ คือ เดินให้ได้อย่างน้อย 100 ก้าวใน 1 นาที)

อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

(สมมุติว่า วันละครึ่งชั่วโมง ก็อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์)

3.3 อาหาร

ลดไขมัน และเลือกไขมันดี

ประเภทอาหารที่แนะนำ เช่น “อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน”

อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมีหลักการที่สำคัญคือ

“มีไขมันที่ดีและอุดมไปด้วยใยอาหาร”

คือ น้ำมันมะกอก ถั่ว โฮลเกรน ผัก ผลไม้..มาก

ปลา ผลิตภัณฑ์จากนม..พอสมควร

เนื้อสัตว์อื่นๆ..น้อย

3.4 อาหารอื่นๆที่มีงานวิจัยพบว่าลดการเกิดเบาหวาน

ถั่ว เบอรรี่ โยเกิร์ต ชา กาแฟ

3.5 อาหารที่พบว่าเพิ่มการเกิดเบาหวาน

เนื้อแดง เครื่องดื่มผสมน้ำตาล

4.ภาวะก่อนเบาหวาน เป็นสัญญาณเตือนว่า “เพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจ”

(เพราะ เบาหวาน = โรคหัวใจ)

เพราะฉะนั้นต้องหาความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจอื่นด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง

แล้ว “ควบคุมมัน”

เป้าหมายตัวเลขในการคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ ก็เหมือนคนที่ไม่ได้เป็นเบาหวานทั่วไป

งานวิจัยพบว่าอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนจะลดการเกิดเป็นเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด

หัวใจของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน คือ “น้ำมันมะกอก”

น้ำมันมะกอก มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว คือ “โอเลอิค แอซิด(Oleic acid)” และสารแอนตี้ออกซิแด๊นซ์ คือ “โพลี่ฟีนอล(Polyphenol)”

โอเลอิคแอซิด จะไปลดโคเลสเตอรอล “แอลดีแอล(LDL)” ที่ส่งเสริมการเกิดตะกรันในเส้นเลือด

โพลี่ฟีนอล จะไปลดการเกิดออกซิเดชั่นที่ทำให้เกิดการอักเสบที่เส้นเลือด

(โอเลอิค แอซิด นอกจากจะพบในน้ำมันมะกอกแล้ว ยังพบใน น้ำมันดอกทานตะวัน คาโนล่า
อีกด้วย)

บ้านเรา กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็นกรดไขมันที่ดี แหล่งอื่นๆ สามารถหาทานได้ เช่น อะโวคาโด้ ถั่วต่างๆ
สรุปว่า ภาวะน้ำตาลสูงและเบาหวาน(ชนิดที่ 2)เกิดจาก การมีพลังงานที่ไม่จำเป็นสะสมในร่างกาย ในรูปแบบไขมัน

ทำให้เกิดภาวะน้ำหนักเกิน

(ซึ่งเกิดจากเรารู้สึกขาดพลังงานแห่งชีวิตข้างใน

ขาด “ความหวาน ความสุข” ภายใน ที่มาพร้อมกับยุคอุตสาหกรรม

เราเลยต้องการ “พลังงาน ความหวาน จากข้างนอก” ในรูปแบบอาหารที่ให้พลังงานมาขับเคลื่อนความสุขและพลังของเราแบบด่วนๆ

เราจึงกินมากเกินจำเป็น และเกิดการดื้อของอินซูลิน)

การปัองกันไม่ให้ภาวะก่อนเบาหวานพัฒนาเป็นเบาหวานก็คือ ลดการสะสมพลังงานที่เกินจำเป็นในร่างกาย

โดยการ “ลดน้ำหนัก(ให้เหมาะสม พอดี)”

ผ่านการ “คุมอาหาร” และ “ออกกำลังกาย”

ที่สำคัญ หาปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและควบคุม

เพราะ เบาหวาน โรคอ้วน โรคหัวใจ คือสิ่งเดียวกัน

ถ้าจำอะไรไม่ได้ก็ให้จำไว้ว่า..

“ลดน้ำหนัก ลดน้ำหนัก ลดน้ำหนัก 7%”

“เบาหวาน = หัวใจ”

และที่สำคัญ "ตระหนักรู้ถึงความรัก..ในตัวเราเอง"

Source : Standards of medical care in Diabetes 2019 : American Diabetes Association

: 2019 ESC Guidelines on diabetes, pre-diabetes, and cardiovascular diseases developed in collaboration with the EASD

ด้วยรัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ

21/10/2019

"หายใจเข้า ฉันรับเอาออกซิเจนจากต้นไม้

หายใจออก ฉันส่งมอบคาร์บอนไดออกไซด์ให้ต้นไม้

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าปอดช่วยแลกเปลี่ยนก๊าซทั้งสอง

หายใจออก ฉันรู้ว่าหัวใจรับและส่งเลือดให้กับปอด

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าหัวใจห้องขวาส่งเลือดที่มีคาร์บอนไดออกไซด์ให้กับปอด

หายใจออก ฉันรู้ว่าหัวใจห้องซ้ายรับเลือดที่มีออกซิเจนมาจากปอด

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าหัวใจห้องซ้ายส่งเลือดที่มีออกซิเจนให้กับทุกส่วนของร่างกาย

หายใจออก ฉันรู้ว่าหัวใจหัองซ้ายเลือกส่งเลือดที่มีออกซิเจนให้กับตัวเองก่อน..เป็นอันดับแรก(ผ่านหลอดเลือดแดงโคโรนารี่)

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าออกซิเจนจากต้นไม้เป็นเชื้อเพลิงเผาผลาญกลูโคสในตัวฉัน

หายใจออก ฉันรู้ว่าคาร์บอนไดออกไซด์จากฉันเป็นตัวสร้างกลูโคสในต้นไม้

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าพลังงานจากแสงอาทิตย์ถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสในต้นไม้

หายใจออก ฉันรู้ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ในกลูโคส ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงาน ATP ในตัวฉัน

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าน้ำถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสในต้นไม้

หายใจออก ฉันรู้ว่าน้ำเป็นผลผลิตจากการเผาผลาญกลูโคสในตัวฉันและส่งคืนไปให้ต้นไม้

หายใจเข้า ฉันรู้ว่ากระบวนการเหล่านี้เกิดที่รงควัตถุสีเขียวของต้นไม้และไมโตคอนเดรียในตัวฉัน

หายใจออก ฉันตระหนักรู้ว่าตำแหน่งที่มีรงควัตถุสีเขียวของต้นไม้และไมโตคอนเดรียในตัวฉันนั้น..คือสิ่งเดียวกัน

หายใจเข้า ฉันรู้ว่าดวงอาทิตย์คือพ่อของฉันและต้นไม้

หายใจออก ฉันรู้ว่าน้ำและผืนดินคือแม่ของฉันและต้นไม้

หายใจเข้า ฉันรัก พ่อ แม่ ตัวฉันเอง และต้นไม้

หายใจออก ฉันรู้ว่า พ่อ แม่ ฉันและต้นไม้ คือสิ่งเดียวกัน

หายใจเข้า ฉันรับความรักจากสรรพสิ่ง

หายใจออก ฉันส่งความรักให้สรรพสิ่ง

หายใจเข้า ฉันรับความรักจากตัวฉันเอง

หายใจออก ฉันส่งความรักให้ตัวฉันเอง
สวัสดีวันอาติ๊ด(อาทิตย์)เน้อครับ

ขอหื้อทุกท่านมีความสุข มีความทุกข์ทั้งกายใจลดลง มีความเบิกบาน และเป็นอิสระครับ

ด้วย....ฮัก

หมอบั๊ม

02/10/2019

ทุกโรครักษาได้ #9 : เบาหวาน

(ยาวน่อยเน้อครับ)

ลุงบุญ เป็นคนไข้เบาหวานขั้น Extreme คือ มีครบset

ทั้งโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ เบาหวานขึ้นตา อัมพฤกษ์ ไตวาย เท้าเป็นแผล ซึ่งก็คาดว่าจะได้ตัดเท้าเร็วๆนี้

แกเข้าออกโรงพยาบาลบ่อยๆ ในช่วง 2 ปีนี้ ด้วยอาการเจ็บอก น้ำท่วมปอด

แต่ละครั้งน้ำตาลในเลือดก็จะสวิง ขึ้นๆลงๆ

มีครั้งหนึ่ง เกือบ "ตาย" จาก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เลยได้รับการฝังเครื่องช๊อคไฟฟ้า ไว้ในหัวใจ

แพทย์แผนจีน กล่าวว่าเบาหวานเกิดจาก "อินอ่อน หยางอ่อน"

(อิน คือ การสร้าง สะสม หยาง คือ การเคลื่อนไหว ไหลเวียน)

สรุปง่ายๆคือ ร่างกายพลังงานอ่อนหรือ "Low battery"

สาเหตุของเบาหวานจากภายใน ก็คือ ความรู้สึกไม่มีความสุข ไม่เบิกบาน

ซึ่งก็ตรงตามนั้น คือหน้าตาแกจะ ห่อเหี่ยวตลอดเวลา เวลาพูดก็เหมือน ไม่มีพลังงานใดๆ ถามคำตอบคำ บางครั้งเหม่อลอย

วันนี้ก็เช่นกันกับภาพคุ้นตา ชายร่างเล็ก ผอม หน้าตาห่อเหี่ยว นั่งรถเข็น มาพร้อมกับคุณป้าคู่ชีวิต

ผมตัดสินใจอะไรบางอย่าง..

ผมเอากระดาษสีขาว มาวาด "จุดดำ" ตรงกลาง

หมอ: คุณลุงเห็นอะไรมั๊ยครับ

ลุงบุญ: (มองเนือยๆ ค่อยๆตอบแบบเสียไม่ได้) หัน(เห็น)เป๋นจุดดำตรงกลางครับ

หมอ: แล้วลุงเห็นส่วนสีขาวที่เหลือมั๊ยครับ

ลุงบุญ: (พยายามมอง)อืม..ตอนแรกก่อบ่หัน บ่ะเดี่ยวนี้หันแล้ว

หมอ: ก็เหมือนกับคุณลุงเห็นแต่ "โรค" ที่เป็นสีดำ แต่ไม่เคยเห็น "ส่วนดีๆที่เรามี หรือความมีสุขภาพดี " ที่เป็นสีขาว

ลุงบุญ:อืม แม่นแล้วครับ

หมอ:ลุงลองเขียนขอบคุณสิ่งที่เรามีวันละ 10 อย่าง เช่น ขอบคุณที่ยังมีชีวิต ขอบคุณที่ยังมีลมหายใจ ขอบคุณภรรยา

ฝึกตามลมหายใจ หายใจเข้า ก็รู้ว่าเข้า หายใจออกก็รู้ว่าออก

เรื่องยาก็กินแบบนี้ไปก่อน เรื่องเครื่องช๊อคไฟฟ้าก็มาเช็คเครื่องเป็นระยะ

เรื่องอาหารเดี๋ยวไปพบโภชนากรต่อนะครับ

ลุงบุญ: ได้ครับคุณหมอ (คุณป้าแอบยิ้ม)

ผ่านไป 2 เดือน..

คุณลุง "เดิน" มา พร้อม New look คือ สดชื่น แข็งแรง มีพลัง

ลุงบุญ: ผมเขียนขอบคุณสิ่งดีๆตี้มีกู๊วัน ฝึกตามลมหายใจ๋ตวย คุมอาหาร บะเดี่ยวนี้ผมดีขึ้นจ๊าดนัก

หมอ: วันนี้ผลเลือดก็ดี ให้รักษาเนื้อรักษาตัวแบบนี้ต่อไปนะ

ลุงบุญ: ได้ครับ ขอบคุณหมอแต๊ๆครับ

หมอ: ยินดีครับลุง
เบาหวาน เป็นโรคที่เป็นผลกระทบกับคนทั่วโลก

องค์การอนามัยโลกรายงานว่าในปี 2014 ทั่วโลกมีคนเป็นเบาหวานประมาณ 422 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 1980 ที่คาดว่ามีประมาณ 108 ล้านคน

เบาหวานทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาอีกมากมาย ทั้งโรคหัวใจ อัมพฤกษ์ โรคไตวาย โรคจอประสาทตา โรคเป็นแผลที่เท้าและอาจจะต้องได้ตัดขา

เนื่องจากเบาหวานเป็นปัญหาที่เส้นเลือด

เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้เลือดข้นหนืด เหมือนน้ำเชื่อม ไหลเวียนได้ไม่ดี

น้ำตาลยังทำให้เกิดอนุมูลอิสระ เกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด

ร่วมกับไขมันที่สูงจากน้ำตาลที่สูง ทำให้เกิดการสะสมที่ผนังหลอดเลือด

ทั้งหมดนี้ทำให้ภายในหลอดเลือดเป็นตะกรัน

สรุปสุดท้าย หลอดเลือดเกิดการอุดตัน เลือดไหลเวียนได้ลดลง

(นึกถึงท่อที่เขาเทเศษอาหารทิ้ง ภายในเป็นตะกรัน มีอาหารที่ทั้งข้นทั้งมัน)

ปัญหาเลยเกิดกับอวัยวะต่างๆ

วันดีคืนร้ายตะกรันในหลอดเลือดที่เลี้ยงหัวใจปริแตก

เกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันแบบเฉียบพลัน

กลายเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแบบเฉียบพลันได้

เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดแบบเรื้อรัง

กล้ามเนื้อหัวใจก็จะบีบตัวลดลง

ความสามารถในการปั๊มเลือดไปสู่ร่างกายก็จะลดลง

ทำให้การไหลเวียนของเลือดไปยังอวัยวะต่างๆยิ่งลดลงอีก

เลือดเป็นที่ลำเลียงอ๊อกซิเจน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะไปสลายสารอาหารให้เกิด “พลังงาน”

เมื่อออกซิเจนลดลง พลังงานก็ลดลง

เป็นภาวะ “อ่อนพลังงาน” นั่นเอง

ทุกวันนี้ในทางการแพทย์บอกว่าสาเหตุของเบาหวาน คือ “ความผิดปกติของอินซูลิน”

(อินซูลินเป็นฮอร์โมนที่ผลิตจากตับอ่อน มีหน้าที่ “นำสารอาหารไปสะสมไว้ในเซลล์”

ถ้าเรากินอาหาร น้ำตาลในเลือดจะขึ้นสูง อินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อนำน้ำตาลไปเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อ เซลล์ไขมันและตับ

ถ้าอินซูลินผิดปกติทั้งการที่เซลล์ไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน หรือ อินซูลินผลิตได้ลดลง

การนำน้ำตาลเข้าเซลล์ก็จะลดลง ทำให้น้ำตาลคั่งค้างในเลือด)

แต่ว่าสาเหตุที่ทำให้อินซูลินทำงานผิดปกติไป ไม่ได้หาต่ออย่างชัดเจน

(การรักษาด้วยยาก็จะเลยจะมีหลักอยู่ที่อินซูลินและการขับน้ำตาลออกทางปัสสาวะ)

เนื่องจากเรามักจะคิดว่า ร่างกายทำงานผิดปกติ

แต่ความจริงแล้ว ร่างกายฉลาดและมีปัญญา

สิ่งที่เราเรียกว่าโรค ก็คือ”การปรับตัวของร่างกายตอบสนองต่อสาเหตุที่แท้จริง”

แล้วสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร?
ร่างกายต้องใช้พลังงาน

แหล่งพลังงานอันดับหนึ่งของร่างกายคือ “กลูโคส”

กลูโคสจะถูกเผาผลาญโดยใช้อ๊อกซิเจนเปลี่ยนเป็นโมเลกุลที่ให้พลังงานเรียกว่า ATP

(ATP จะขับเคลื่อนกิจกรรมของร่างกายเหมือนเงินตราที่คอยขับเคลื่อนระบบการค้าขายแลกเปลี่ยน)

แหล่งของกลูโคสก็คือคาร์โบไฮเดรต

คาร์โบไฮเดรต แบ่งได้เป็น “แป้ง” และ “น้ำตาล”

ในสมัยก่อน คนเราได้รับแป้งจากธัญพืช ข้าว

ได้รับน้ำตาลตามธรรมชาติจาก นม ผลไม้ น้ำผึ้ง

ในยุโรปยุคโบราณและยุคกลาง สารที่ให้ความหวานที่สำคัญ คือ น้ำผึ้ง

มีการปลูกอ้อย ผลิตเป็นน้ำตาลแต่ไม่มาก

ในยุคนั้น น้ำตาลเลยถือว่าเป็น สินค้าหรูหรา

เป็นของที่มีเฉพาะในคนชนชั้นสูง

จนกระทั่งมาถึงยุค “ปฏิวัติอุตสาหกรรม”
ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม อยู่ในช่วงปี 1760-1840

เริ่มที่อังกฤษ ยุโรปตะวันตกและอเมริกา

คำว่า “ปฏิวัติอุตสาหกรรม” หมายความว่า เปลี่ยนจากสังคม “เกษตรกรรม” ไปเป็น “อุตสาหกรรม”

มีการใช้พลังงานและเทคโนโลยีเพื่อผลิตสินค้า

พลังงานเริ่มจากการใช้พลังงานไอน้ำขับเคลื่อนเครื่องทอผ้า มีระบบรถไฟขนส่ง

มีระบบโรงงาน มีสายพานลำเลียง

จากสินค้าที่ผลิตได้ทีละน้อย ส่วนประกอบทดแทนกันไม่ได้ ก็สามารถผลิตออกมาได้เหมือนแม่นยำขึ้น ประกอบทดแทนกันได้

เช่น ปืน จากที่ผลิตส่วนประกอบที่เฉพาะตัว มาได้ครั้งละกระบอก ก็สามารถผลิตส่วนประกอบที่เหมือนกันได้แม่นยำขึ้น ทำให้ทดแทนส่วนประกอบกันได้ จึงผลิตได้มากขึ้น

เมื่อผลิตสินค้าได้ “เหมือนกันและปริมาณมากขึ้น” ราคาจึงถูกลง

มีการจ้างงานคนมาทำงานในระบบอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายได้ของผู้คนจึงเพิ่มขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ผู้คนจากชนบทอพยพเข้ามาทำงานในเมือง

เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปเป็นสังคมอุตสาหกรรม

หนึ่งในสินค้าที่ถูกผลิตมากขึ้นคือ “น้ำตาล”

มีเทคโนโลยีที่ทำให้สามารถสกัดอ้อยมาเป็นผลึกน้ำตาลได้ง่ายขึ้น มากขึ้น

ทำให้ราคาน้ำตาลลดลง

น้ำตาลจึงไม่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มคนชั้นสูงและแพร่หลายในกลุ่มคนใช้แรงงาน

ในอังกฤษมีการเพิ่มขึ้นของแฟชั่นการกินน้ำตาลใน ชา เค้ก (Afternoon tea)

ซึ่งระบาดมาในโรงงานเป็นการ เบรคดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลในตอนบ่าย เพื่อเพิ่มพลังงาน

(ถ้าทำเกษตรกรรม เวลาเหนื่อยก็พักผ่อน ไม่เร่งรีบ แต่ระบบโรงงานต้องขึ้นกับเป้าหมายและเวลา ถ้าเหนื่อยล้าแทนที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด คือ “พัก” แต่กลับเอาน้ำตาล ที่ให้พลังงานและความพึงพอใจ มาขับเคลื่อนผู้คนให้ทำต่อไป

ทุกวันนี้เวลาทำงาน ประชุม เราก็ทำแบบนี้)

การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้แพร่หลายไปถึงอเมริกา

พร้อมการปลูกต้นอ้อยและการผลิตน้ำตาล

เกิดระบบโรงงาน ขับเคลื่อนการค้าทาสในการผลิตอ้อย การเป็นเจ้าของที่ดิน ระบบขนส่งสินค้าต่างๆ และวัฒนธรรมการกินหวาน

รวมถึงการเกิดขึ้นของ น้ำเชื่อมไฮฟรุคโตส (High-fructose corn syrup)

ทำให้มีการผลิต บริโภคอาหาร ขนมและเครื่องดื่มรสหวานมากมาย

แพร่กระจายทั่วโลกแบบทุกวันนี้

โลกเราตอนนี้ก็อยู่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4

ถ้าเครื่องจักรไอน้ำ ถ่านหิน น้ำมัน ไฟฟ้า คือเชื้อเพลิงที่ขับเคลื่อนเครื่องจักรให้ผลิตสินค้าในระบบอุตสาหกรรมให้ได้จำนวนมากในเวลาที่กำหนด

“น้ำตาล” ก็คือเชื้อเพลิง ที่คอยขับเคลื่อนมนุษย์ในยุคอุตสาหกรรม..นั่นเอง
น้ำตาลนอกจากจะให้พลังงานแล้วยังทำให้เกิดความพึงพอใจและเสพติด

เมื่อเรากินน้ำตาล ความหวานจากระบบประสาทรับรู้ที่ลิ้น จะส่งไปยังสมองส่วน “ให้รางวัล”

สมองส่วนให้รางวัลจะหลั่งสารที่ชื่อว่า โดพามีน ทำให้เรามีความสุข

ทำให้เราต้องการมันอีก เป็นภาวะเสพติด

(คล้ายกับเวลาเราดื่มนมแม่ที่มีน้ำตาลเป็นหลัก เรารู้สึกมีความสุข เราจึงเชื่อมโยงความหวานกับความรัก)

เวลาเราเครียด เราจึงอยากกินน้ำตาล

ระบบมนุษย์ในยุคอุตสาหกรรมก็เหมือนระบบสินค้าในโรงงาน

ที่ผลิตมนุษย์ที่ทำหน้าที่ที่มีมาตรฐานชัดเจน เหมือนกัน แลกเปลี่ยนทดแทนกันได้

ระบบการศึกษาจึงมาทำหน้าที่ผลิตคนให้ทำหน้าที่เหมือนกัน ทดแทนกันได้

(โดยมีสิ่งที่เรียกว่าความมั่นคงและคอนเซ็ปท์ของความสุข(จากสิ่งภายนอก)ที่คนในสังคมกำหนดขึ้นมาเป็นสิ่งตอบแทน)

นอกจากนี้ชีวิตมนุษย์ก็เหมือน “ระบบลำเลียงสายพาน” ในโรงงาน

คือมี “เวลาและสถานที่(Time & Space) เข้ามาควบคุมชีวิต

มีเป้าหมายที่ต้องไปถึง มีเวลาที่กำหนดที่ต้องทำให้ได้

วิถีชีวิตแบบนี้ทำให้เรา “ออกจากความรัก ความพอใจและความเป็นตัวเอง”

เราไม่ได้ทำงานเพราะเรามีความรัก ฉันทะ ความสุขที่ได้ทำ

เราทำเพราะความอยู่รอดและการได้มาซึ่งความสุขจากการมี การเป็น

เราไม่ได้เชื่อมต่อกับ “ความรักและตัวตนที่แท้จริง” ของเรา

เมื่อเราไม่ได้เชื่อมต่อกับพลังงานแห่งชีวิต พลังงานแห่งความรักความสุขความหวานชื่นในตัวเรา

เราก็จะ “เครียด”

เมื่อวิถีชีวิตเร่งรีบ ทำให้ได้ตามเป้าในเวลาที่กำหนด

เราจึงไม่สามารถพักผ่อน และใช้น้ำตาล อาหารที่ให้พลังงานแบบด่วนๆ เข้าขับเคลื่อน

(สังคมเกษตรกรรมก่อนหน้านั้น ถ้าเหนื่อยก็พัก อยู่กับปัจจุบันมากกว่า ไม่มีเป้าทั้งสถานที่และเวลาให้ไปถึงมากนัก

การพักผ่อน การอยู่กับปัจจุบัน ทำให้เราได้ชาร์จแบต)
อินซูลิน เหมือนเป็นฮอร์โมนที่คอยเสริมสร้าง เอากลูโคสเข้าเซลล์ไปสะสม ซึ่งต้องใช้ ATP ทำให้เสียพลังงานไป

ถ้าร่างกายมีพลังงานน้อยอยู่แล้วก็จะทำให้พลังงานลดน้อยไปอีก

อินซูลินยังถูกทำให้หลั่งและทำงานลดลงโดยฮอร์โมนเครียด

เพราะฉะนั้น ในภาวะเครียด อินซูลินก็จะทำงานลดลง

(ถ้าภาวะเศรษฐกิจไม่ดี เราต้องการเงินด่วน เราก็จะเอาทองที่เก็บไว้มาขาย เอาเงินสำรองมาใช้ ไม่ใช่เอาไปซื้อทอง)

แพทย์แผนจีน เชื่อว่า ร่างกายของเราขับเคลื่อนด้วยพลังงานแห่งชีวิตหรือชี่ (ประกอบด้วยอินและหยาง)

เลือดและระบบไหลเวียนเลือดก็คือสิ่งที่มองเห็นได้ส่วนหนึ่งของพลังงานแห่งชีวิตนั้น

โรคเบาหวานเกิดจากพลังงานชีวิตอ่อน

เพราะฉะนั้น อินซูลินและตัวรับที่เซลล์ซึ่งทำงานในเชิงเสริมสร้าง(อิน) ก็จะทำงานลดลงไปด้วย

ถ้าอธิบายในเชิงอาหารและสรีรวิทยา

สมัยบรรพบุรุษ การที่เราจะได้กินแหล่งพลังงาน (แป้ง น้ำตาล น้ำผึ้ง ไขมัน) เป็นสิ่งที่หายากในธรรมชาติ

ร่างกายจึงมีกลไกสะสมไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อ ไขมัน ตับ โดยใช้อินซูลิน

เวลาจะใช้ก็สลายออกมาเป็นกลูโคส

แต่ 200 กว่าปีของยุคอุตสาหกรรม ทำให้อาหารที่ให้พลังงานมีทุกทั่วหัวระแหง

ทำให้เราได้รับพลังงานจากภายนอกอย่างง่ายดาย

ร่วมกับแป้งและน้ำตาลถูกขัด ทำให้ดูดซึมได้เลย

(เพื่อต้องการความสุขแบบด่วนๆ เช่นผสมในเครื่องดื่ม

แป้ง น้ำตาล สมัยก่อนจะเป็นเชิงซ้อน ดูดซึมช้า ระดับในเลือดค่อยๆเพิ่ม)

เมื่อมันดูดซึมเร็ว ระดับในเลือดก็จะสูงเร็วและลงเร็ว

เมื่ออินซูลินหลั่งมา ระดับน้ำตาลลงต่ำอยู่แล้ว พออินซูลินทำงานก็จะทำให้น้ำตาลต่ำลงไปอีก

ภาวะน้ำตาลต่ำเป็นอันตรายต่อร่างกาย

พอเกิดบ่อยๆ ร่างกายก็จะแก้ไขโดยการดื้อต่ออินซูลิน
หัวใจ เป็นศูนย์แห่งความรักและเบิกบาน

(เลือด ก็คือ กระแสแห่งความรักและเบิกบาน)

โรคหัวใจ มีสาเหตุภายในเกิดจาก การไม่ได้ทำในสิ่งที่รัก ไม่ได้เป็นตัวเอง ไม่เบิกบาน

ซึ่งสาเหตุเหมือนโรคเบาหวาน

เพราะจริงๆแล้วสองโรคนี้คือโรคเดียวกัน

แต่ว่าเราจะมองในมุม “น้ำตาล อินซูลิน” หรือมุมของ”หลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ”

การศึกษาล่าสุดใน New England Journal of Medicine ที่ชื่อ DAPA-HF

ศึกษายาเบาหวานกลุ่มใหม่ที่ช่วยขับน้ำตาลในปัสสาวะ ชื่อ Dapaglifozin

ให้ในคนไข้หัวใจล้มเหลว ที่เป็นทั้งเบาหวานและไม่เป็นเบาหวาน

พบว่า ยาตัวนี้สามารถลดอัตราการตายจากโรคหัวใจและอาการโรคหัวใจกำเริบได้ ทั้งในคนที่เป็นเบาหวานและ”ไม่เป็นเบาหวาน”

(แต่กลุ่มที่ได้ประโยชน์เยอะก็จะเป็นกลุ่มอาการโรคหัวใจไม่มาก NYHA ll)

เหมือนยาลดน้ำตาล รักษาเบาหวาน ก็สามารถเป็นยารักษาโรคหัวใจในคนไม่เป็นเบาหวานได้ด้วย

หรือจริงๆแล้ว ก็อาจจะเป็นโรคเดียวกันแต่แรก

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ลุงบุญเป็นก็คือโรคเดียวกันทั้งหมด

เกิดจากกระแสพลังงานแห่งชีวิต พลังงานแห่งความรักอ่อน

พอเรามาพบน้ำตาลสูง ก็เรียกเบาหวาน

พอมาพบพยาธิสภาพที่หัวใจ ก็เรียกโรคหัวใจ

พอมาพบพยาธิสภาพที่ไต เราก็เรียกโรคไต

เรามองมัน..คนละส่วน

แต่จริงๆก็คือ..ช้างตัวเดียว
สรุปว่า เบาหวานเกิดจากการที่ไม่ได้อยู่กับความรักในตัวเอง ไม่ได้เป็นตัวเอง ไม่ได้ทำในสิ่งที่รักและเบิกบาน

ที่มาพร้อมกับยุคอุตสาหกรรม

(โรคเบาหวาน มะเร็งและ NCDs เพิ่มขึ้นพร้อมยุคอุตสาหกรรม ระบบทุนนิยม

ความเจริญทำให้เรากินอยู่สบายขึ้น อายุยืนขึ้น แต่..มีสิ่งที่ต้องจ่ายไป)

ที่เรามองหาความมั่นคง ความสุข ความรักจากภายนอก

อยู่ใน “เวลาและสถานที่”

ไม่ได้อยู่กับปัจจุบันและพักผ่อนได้อย่างแท้จริง

ทำให้พลังงานแห่งความรักและชีวิตอ่อน (เราไม่ได้เชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานชีวิตของเรา)

เมื่อพลังงานอ่อนและเราไม่มีความสุข เครียด เราก็จะไปหาความพอใจจากการเสพติดน้ำตาล แป้ง ที่ให้ความพอใจกับเราได้อย่างรวดเร็ว

เป็นภาวะเสพติดน้ำตาล

(เราให้ความหวานกับตัวเองไม่ได้ เราต้องการความหวานจากน้ำตาลข้างนอกมาทดแทน)

น้ำตาล แป้ง อาหารที่ให้พลังงาน(แต่ไม่มีแร่ธาตุ วิตามิน หรือ Empty calories) จึงเป็นเหมือนเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเราในระบบนี้

ความผิดปกติของอินซูลินในร่างกายเราเป็นผลลัพธ์จากพลังงานภายในอ่อนและการปรับตัวต่ออาหารที่เรากิน

จริงๆแล้ว “น้ำตาลที่สูง หรือ อินซูลิน” ก็เป็นแค่แพะ

สาเหตุที่แท้จริงคือ “ความเครียด” นั่นเอง

(ในช่วง อดอยากของชาวดัตช์ หรือ Dutch Famine เด็กที่อยู่ในครรภ์ตอนนั้น เมื่อโตมาพบว่าเป็นเบาหวานและ NCD มากกว่าเด็กที่ไม่ได้อยู่ในตอนนั้น ความเครียดทำให้เป็นโรคตอนโต ความอยู่รอด..มีค่าที่ต้องจ่าย)

วิธีรักษา ก็กลับมาที่สาเหตุ

กลับมาเป็นตัวเอง เชื่อมต่อกับความรักในตัวเอง ทำในสิ่งที่รัก

พอใจในปัจจุบัน

ฝึกตามลมหายใจ

พักผ่อน ปล่อยวางผลลัพธ์และเป้าหมาย

ถ้ามีความคิดที่ทำให้เครียด ก็ให้เช็คความคิดนั้นว่าจริงหรือไม่

ส่วนการรักษาด้วยยา รักษาภาวะแทรกซ้อน การคุมอาหาร ก็ให้คุณหมอดูแลต่อไป

หน้าที่เรากลับมาที่สาเหตุ

เชื่อมต่อกับความรักในตัวเอง
ในเพลง Sugar ของ Maroon 5

เปรียบ น้ำตาล กับความรัก

พูดถึงความปรารถนาที่จะได้รับความรักจากคนรัก กับการอยากได้ความหวานจากน้ำตาล

(Need a little sweetness in my life

Your sugar,Yes please

Would you come and put it down on me?)

ไบรอน เคที่ นักเขียน นักพูด กล่าวว่า

“You can lose the awareness of love, but never love itself...

Love is what we are “

“เธอสามารถสูญเสีย”การตระหนักรู้”ถึงความรักแต่ไม่เคยสูญเสียตัวความรักเอง

เพราะความรัก..คือสิ่งที่เธอเป็น ”

จริงๆแล้วตัวเราก็คือ “ความรัก ความสุข ความมั่นคง” อยู่แล้ว

การที่เราแสวงหาจากภายนอกมันทำให้เรา “ออกจากการตระหนักรู้” ถึงสิ่งที่เราเป็น

เหมือนความรักในตัวเราก็คือ “ขนมปัง”

ความรักการยอมรับจากคนอื่นเป็น “น้ำตาลไอซิ่ง”

เราคือ ขนมปัง คือ ความรัก นั้นอยู่แล้ว

ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า

“To be beautiful means to be yourself. You don’t need to be accepted by others. You need to accept yourself”

“ความสวยงามหมายถึงการเป็นตัวเธอเอง เธอไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากคนอื่น เธอจำเป็นต้องยอมรับตัวเธอเอง”

การที่เราเป็นตัวเองก็คือการรักตัวเอง

เป็นความหวาน เป็นพลังงาน ที่เราให้กับตัวเรา..นั่นเอง !

ด้วย....รัก

หมอบั๊ม

นพ.ศิวา สุทธนะ

Cardiologist

หนังสือ "ทุกโรครักษาได้" สามารถสั่งซื้อได้ตามลิงค์นี้ครับ https://bundit.org/product/%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89/

ที่อยู่

1/7 ม. 5 หมู่บ้านมาลาดา ต. หนองควาย อ. หางดง
Chiang Mai
50230

เบอร์โทรศัพท์

0869109922

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ หมอธีวรุตติ์ คลินิกผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์

ประเภท