Trend Investor-VI Free consulting: Property/Business idea/Financial Investment/Marketing&Dept clinic

Bond หรือพันธบัตร เป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และพันธบัตรก็มีสัญญาว่าถ้าถือครองครบสัญญาจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เช่น ได้...
07/03/2021

Bond หรือพันธบัตร เป็นตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และพันธบัตรก็มีสัญญาว่าถ้าถือครองครบสัญญาจะได้ผลตอบแทนเท่าไร เช่น ได้ 1.2% หรือ 1.5%
ยิ่งพันธบัตรระยะสั้นก็จะได้ผลตอบแทนต่ำ ถ้าระยะการฝากยิ่งยาว เราก็จะได้ผลตอบแทนสูง คล้ายๆกับกรณีของฝากประจำไว้กับธนาคาร
จริงๆแล้ว Bond มีตลาดซื้อขายคล้ายๆกับตลาดหุ้น ยิ่งราคาของพันธบัตรลดลง ผลตอบแทนที่จะได้จากการถือครองจะเพิ่มขึ้น

สมมุติว่าราคาพันธบัตรฉบับนี้ 10 บาท จะได้ผลตอบแทน 1.5%
ถ้าราคาขายพันธบัตรฉบับนี้ 9 บาท เราจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากราคา จะอยู่ที่ 1.65%
ในขณะเดียวกัน ถ้าราคาพันธบัตรฉบับนี้พุ่งไปที่ 11 บาท เราจะได้ผลตอบแทนเทียบจากราคา อยู่ที่ 1.35%

กลับมาที่ประเด็น Bond Yield ที่เป็นข่าวอยู่ตอนนี้ คือ การเคลื่อนไหวพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ รุ่นอายุ 10 ปี



== แล้วเกี่ยวข้องอย่างไรกับตลาดหุ้น ==
การที่ Bond Yield พุ่งสูงขึ้น นักลงทุนจะรู้สึกว่า ทำไมเราต้องไปรับความเสี่ยงจากตลาดหุ้น เราไปซื้อพันธบัตรที่ความเสี่ยงต่ำแต่ได้ดอกเบี้ยแน่นอนไม่ดีกว่าเหรอ.. ด้วยเหตุนี้เองจึงเกิดการเทขายในหุ้น เพื่อมาถือครองพันธบัตรแทน



ผลตอบแทนพันธบัตร และ ดัชนี S&P500
ที่มาภาพ : CNBC


ในทางตรงกันข้าม ถ้า Bond Yield ให้ผลตอบแทนต่ำมากๆ นักลงทุนจะรู้สึกว่า เรายอมเพิ่มความเสี่ยงไปซื้อหุ้น จะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ในแง่ของราคาหุ้นและปันผล จึงนำเงินมาซื้อหุ้น ส่งผลให้หุ้นขึ้นได้นั้นเอง

ดังนั้น ทิศทางของ Bond Yield จะสวนทางกับตลาดหุ้นเสมอ✌️✌️

กราฟข้างล่าง เป็น relation bond yeild & inflation และกราฟ cost spike food & commodities

07/02/2021
โครงสร้างธุรกิจของ โออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและครองความเป็นเจ้าตลาด อย่างที่ทราบกันดี โออาร์ เป็นเจ้าของทั้งสถานีบริการน...
16/01/2021

โครงสร้างธุรกิจของ โออาร์ ที่มีความแข็งแกร่งและครองความเป็นเจ้าตลาด อย่างที่ทราบกันดี โออาร์ เป็นเจ้าของทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และแบรนด์ชั้นนำอื่น ๆ ทั้งร้านกาแฟ Café Amazon ที่มีสาขาทั่วประเทศไทย เป็นแบรนด์ร้านกาแฟอันดับ 1 ของประเทศทั้งด้านรายได้และจำนวนสาขา และเป็นร้านกาแฟที่มีสาขามากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก นอกจากนี้ยังมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์น้ำมันหล่อลื่น PTT Lubricants ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ไก่ทอด Texas Chicken ร้านสะดวกซื้อ Jiffy อยู่ในพอร์ตฟอลิโอและ โออาร์ ยังเป็นผู้นำตลาดในกลุ่มปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ด้วย
โออาร์ คือผู้บุกเบิกธุรกิจค้าปลีกภายในสถานีบริการน้ำมันในประเทศไทย ภายใต้โมเดลธุรกิจ Retailing Beyond Fuel เพื่อสร้างประสบการณ์ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน และเติมเต็มทุกความต้องการของผู้บริโภค
ธุรกิจหลักของ โออาร์ มี 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มธุรกิจน้ำมัน (Oil Business) ประกอบด้วย 1.1 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมแบบค้าปลีกให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์และลูกค้ารายย่อย เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG)
ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station รวมกว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนจะขยายเพิ่มกว่า 2,500 แห่งในประเทศไทยภายในปี 2568 เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน นอกจากนี้ โออาร์ ยังครองส่วนแบ่งตลาดขายปลีกน้ำมันรวมกว่า 38.9% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562)
โออาร์เป็นผู้นำในการพัฒนาและจำหน่ายผลิตภัณฑ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 น้ำมันไบโอดีเซล B7 และ B20 รวมถึงพัฒนาสูตรการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่อง
1.2 การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเชิงพาณิชย์ ซึ่งจับลูกค้ากลุ่มเอกชนหรือกลุ่มธุรกิจ ทั้งลูกค้าภาคขนส่งและภาคอุตสาหกรรม มีลูกค้าทั้งหมดกว่า 2,600 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) โดยผลิตภัณฑ์หลักที่ โออาร์ จำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม คือ น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง เช่น ยางมะตอย ยางมะตอยน้ำ แอมโมเนีย โพรเพน (C3) และบิวเทน (C4) ซัลเฟอร์ ฯลฯ สำหรับภาคครัวเรือนจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าก๊าซหุงต้ม และยังมีโรงซ่อมถังก๊าซหุงต้ม เพื่อดูแลและบำรุงรักษาถังก๊าซหุงต้มให้เป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรมของประเทศไทย โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดก๊าซปิโตรเลียมเหลวภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมเป็นอันดับ 1 ยาวนานกว่า 26 ปี
นอกจากนี้ โออาร์ ยังดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์หล่อลื่นครอบคลุมทั้งการผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี ไขข้น และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทาง B2B และ B2C ภายใต้แบรนด์ PTT Lubricants ซึ่งถือเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องถึง 10 ปี (ตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน) สามารถครองส่วนแบ่งตลาดน้ำมันหล่อลื่นกว่า 31.1% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562) และยังมีศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ที่ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นและซ่อมบำรุงรักษารถยนต์เบื้องต้น
ในอนาคต นอกจากแผนที่จะขยายธุรกิจด้วยการขยายจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในประเทศไทยแล้ว กลุ่มธุรกิจน้ำมันของ โออาร์ ก็มีแผนที่จะขยายพอร์ตฟอลิโอของสินค้าน้ำมันให้มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น และในอนาคตเมื่อยุครถยนต์ไฟฟ้าเข้ามา โออาร์ ก็มีแผนที่จะเพิ่มบริการ EV ทั้งการให้บริการ EV Charging Station ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station และการซ่อมบำรุงรถ EV เบื้องต้นที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto โดยมีโอกาสพัฒนาแพลตฟอร์มในสถานีบริการที่สามารถรวบรวมความต้องการด้านพลังงานจากผู้ใช้รถ EV ในอนาคต
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ 2 คือ กลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil Business) โดยธุรกิจนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเติมเต็มความต้องการของผู้บริโภคนอกเหนือจากการเติมน้ำมันในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เพิ่มมากขึ้น
ปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ เติบโตเฉลี่ย 8.3% ต่อปี (ปี 2560 - 2562) เมื่อพิจารณาจากกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 3,626 ล้านบาท ในปี 2560 เป็น 4,255 ล้านบาท ในปี 2562 โดยในส่วนของธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ โออาร์ ดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ ร้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ ร้านสะดวกซื้อ และการบริหารจัดการพื้นที่เพื่อให้เช่าภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการอื่น ๆ ด้วย
สำหรับแบรนด์แรกที่เป็นที่รู้จักกันดีของ โออาร์ คือร้านกาแฟ “Café Amazon” ที่ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3,400 สาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เปิดให้บริการทั้งภายในและภายนอกสถานีบริการน้ำมัน มีจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 19.2% ต่อปี (ตั้งแต่ปี 2560 จนถึง ณ วันที่ 30 กันยายน 2563) และมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสาขาเป็นกว่า 5,200 แห่งในประเทศไทยและต่างประเทศภายในปี 2568 ปัจจุบันร้านกาแฟ Café Amazon เป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ของโลกเมื่อพิจารณาจากจำนวนสาขา ขณะเดียวกันยังมีธุรกิจร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “Jiffy” รวมถึงประกอบกิจการร้านอาหารในกลุ่มแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก อย่างไก่ทอด “Texas Chicken” และ “ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ”
.
โออาร์ ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการพื้นที่ โดยดำเนินการบริหารจัดการและให้เช่าพื้นที่แก่ธุรกิจในเครือข่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ของ โออาร์ และพื้นที่อื่นที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ โออาร์ เช่น จุดแวะพักระหว่างการเดินทาง (Rest Area) เป็นต้น ซึ่งมีแบรนด์จากต่างประเทศซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดีเข้ามาเช่าพื้นที่เพื่อดำเนินธุรกิจ เช่น “KFC” “Burger King” “Pizza Hut” “A&W” “McDonalds” ฯลฯ รวมถึงแบรนด์ในประเทศไทยซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างดี เช่น “Chester’s Grill” “S&P” “The Pizza Company” “เจ้าสัว” และ “Black Canyon” ฯลฯ
3. ธุรกิจต่างประเทศ เป้าหมายของ โออาร์ จะรุกหนักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งปัจจุบันมีธุรกิจ Oil และ Non-oil ใน 10 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม จีน สิงคโปร์ โอมาน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย โดยการดำเนินธุรกิจมีทั้งในรูปแบบที่ โออาร์ ดำเนินการเอง และในรูปแบบที่ให้บริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในประเทศนั้น ๆ เป็นผู้ดำเนินการ ปัจจุบัน ธุรกิจในต่างประเทศของ โออาร์ มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station 329 แห่ง ร้านกาแฟ Café Amazon 272 สาขา ร้านสะดวกซื้อ Jiffy 86 สาขา และศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto 4 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2563)
สำหรับแผนการในอนาคต โออาร์ จะเพิ่มจำนวนสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ในต่างประเทศให้ครอบคลุมกว่า 650 สาขา และเพิ่มร้านกาแฟ Café Amazon ให้ครอบคลุมกว่า 550 สาขา โดยยังคงเน้นการขยายตลาดผ่านการเปิดสาขาใหม่ในประเทศกัมพูชา ฟิลิปปินส์ และลาว อีกทั้ง โออาร์ ได้ร่วมกับกลุ่มเซ็นทรัล เพื่อขยายธุรกิจร้านกาแฟ Café Amazon ในเวียดนาม รวมถึงเน้นการขายแฟรนไชส์ร้านกาแฟ Café Amazon ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สร้างแบรนด์ PTT Station ในระดับภูมิภาค และผลักดันแบรนด์ PTT Lubricants ในระดับโลก
ส่วนเหตุผลที่ 2 ซึ่งเป็นจุดขายของหุ้น โออาร์ ก็คือ ผลการดำเนินงานที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โออาร์ มีการเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.1% ด้วยรายได้จากการขายและการให้บริการในปี 2562 กว่า 577,134 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิเติบโตเฉลี่ยปีละ 5.6% ซึ่งในปี 2562 อยู่ที่ 10,896 ล้านบาท นอกจากนี้ ในไตรมาส 3 ของปี 2563 สัดส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของ โออาร์ มาจากธุรกิจ Oil 68.7% ธุรกิจ Non-oil 25.1% ธุรกิจต่างประเทศ 5.8% และธุรกิจอื่น ๆ 0.4% โดยธุรกิจ Non-oil เข้ามามีบทบาทในการช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของ โออาร์ มากขึ้น โออาร์ จึงเป็นผู้นำทั้งในธุรกิจ Oil และ Non-oil อย่างครบวงจร
เหตุผลที่ 3 ทำไมต้องลงทุนใน โออาร์ ก็เพราะ ชื่อของ ปตท. เป็นตัวการันตีความมั่นคงและความเข้มแข็งของ โออาร์ ได้เป็นอย่างดี จากการที่ โออาร์ เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่ม ปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก ทำให้ โออาร์ ได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สำคัญต่างๆ จากการทำงานร่วมกับบริษัทในเครือและยังได้รับการสนับสนุนจาก ปตท. ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินที่แข็งแกร่ง ซึ่งช่วยให้โออาร์ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ปตท. ยังเป็นกลุ่มบริษัทที่มีเครือข่ายระดับโลก และมีพันธมิตรทางธุรกิจมากมายทำให้ โออาร์ สามารถปรับโมเดลธุรกิจให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสำหรับอนาคตได้อย่างแน่นอน

ภาษี ที่ดิน ปี 64
02/01/2021

ภาษี ที่ดิน ปี 64

10/08/2020

NRF ทำธุรกิจอะไรบ้าง? IPO 340 ล้านหุ้น

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF เปิดเผยว่า บริษัทเป็นผู้ผลิต จัดหา และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรุงรสอาหาร อาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำหรับประกอบอาหาร อาหารมังสวิรัติที่ไม่มีส่วนผสมของไข่และนม อาหารโปรตีนจากพืช และเครื่องดื่มสำเร็จรูปชนิดผงและน้ำ รวมถึงผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape)



ขณะที่บริษัทมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในธุรกิจผลิตอาหารเกือบ 30 ปี และเห็นโอกาสเติบโตของกลุ่มอาหารแห่งอนาคต ปัจจุบัน NRF เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงรสชั้นนำ และอาหารโปรตีนจากพืชโดยมีผลิตภัณฑ์มากกว่า 500 สูตรอาหาร และกว่า 2,000 SKU แบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ



1.ผลิตภัณฑ์ภายใต้ตราสินค้าของบริษัทฯ จำนวน 6 แบรนด์ ได้แก่ แบรนด์พ่อขวัญ แบรนด์ Lee Brand แบรนด์ Thai Delight แบรนด์ Shanggie แบรนด์ DeDe และ แบรนด์ Sabzu

2.กลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (OEM และ Private Brand)

3.กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food)

และ 4.กลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) เช่น เจลแอลกอฮอล์ล้างมือในบรรจุภัณฑ์ V-shape



นอกจากนี้บริษัทมีแผนที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shapes มากยิ่งขึ้น เช่น ซอสปรุงรส เครื่องปรุง เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น ในหลายรูปแบบ อาทิ การผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ การร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นต้น



บริษัทมีจุดแข็งด้านวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความหลากหลายสินค้า รวมถึงมุ่งสร้างตราสินค้าและสร้างชื่อเสียงของบริษัทฯ เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ผ่านการออกงานแสดงสินค้าเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ พร้อมขยายตลาดส่งออกใหม่ๆ เพิ่มขึ้น



ขณะเดียวกันบริษัทได้วางกลยุทธ์ในการเจาะตลาดอาหารในกลุ่ม Specialty Food ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างสูงในช่วงที่ผ่านมา ด้วยลักษณะอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่มีคุณภาพ ตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบ ให้ความสำคัญกับคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก โดยผลิตภัณฑ์อาหาร Specialty Food ที่บริษัทให้ความสำคัญเป็นพิเศษมี 3 กลุ่ม ได้แก่



1.กลุ่มอาหาร Ethnic Food หรือเทรนด์การหันมานิยมบริโภคอาหารต่างชาติโดยดัดแปลงผสมผสานกับอาหารท้องถิ่น จากแนวโน้มการรักษาสุขภาพ การทดลองอาหารที่มีรสชาติจัดจ้านมากขึ้นของกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมถึงการย้ายถิ่นฐานที่มากขึ้นทั่วโลก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีการเติบโตแบบถัวเฉลี่ยเกินกว่า 10% ไปจนไปในหลายปีข้างหน้า

2. กลุ่มอาหาร Plant-Based Food หรือ อาหารโปรตีนจากพืช ผลิตจากพืชตระกูลถั่ว เห็ด และสาหร่าย ทดแทนเนื้อสัตว์ ซึ่งได้รับความนิยมในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามกระแสผู้บริโภคที่ใส่ใจการรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อดูแลสุขภาพและให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยของอาหาร โดยเฉพาะในช่วงที่มีโรคระบาดในปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาบริโภคอาหารโปรตีนจากพืชมากขึ้น โดยยังคงได้รับรสชาติและผิวสัมผัสเหมือนเนื้อแต่ได้รับสารอาหารจากพืช ทำให้มีผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืชหลากหลายรูปแบบถูกพัฒนาและนำออกมาจำหน่ายในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดและเป็นอนาคตของธุรกิจอาหาร

และ 3. ผลิตภัณฑ์สินค้าอุปโภคที่ไม่ใช่อาหารในบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม (V-shape) นอกจากผลิตภัณฑ์ด้านอาหารที่หลากหลายและมีคุณภาพระดับสากลแล้ว บริษัทยังมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้บริโภค (Functional product) V-shape ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ให้ความสะดวกสบายเหมาะกับผู้บริโภคทุกวัย รวมถึงผู้ป่วยและผู้พิการ กับผู้ให้บริการด้านเครื่องจักรและนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ V-shape สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ยา เวชภัณฑ์ และเคมีภัณฑ์ ในตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



ลุยลงทุนไม่หยุด



นายแดนกล่าวอีกว่า บริษัทได้เข้าลงทุนใน Big Idea Venture LLC หรือ Big Idea Venture และ New Protien Fund I ซึ่งเน้นลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืช เพื่อเข้าถึงและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก นำประสบการณ์มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย



โดยบริษัทได้เข้าร่วมลงทุนในกองทุน Big Idea Venture ในช่วงไตรมาส 3/62 ที่ผานมา มีมูลค่ากองประมาณ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ มีอายุกองประมาณ 4 ปี ซึ่งถือเป็นกองทุนที่เน้นการลงทุนและสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชจากหลายๆ ประเทศ ซึ่งบริษัทได้มีการใส่เงินลงทุนไป จำนวน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และนับตั้งแต่มีการลงทุนจนถึงปัจจุบันได้ใช้เงินในการลงทุนบริษัทสตาร์ทอัพ (ตามสัดส่วนที่บริษัทลงทุน) ไปแล้วประมาณ 20% หรือประมาณ 2 แสนเหรียญสหรัฐ

ดังนั้นบริษัทยังมีโอกาสได้ลูกค้าหรือพันธมิตรรายใหม่จาก Plant-based Startup-ecosystem โดยมีเป้าหมายลงทุนในบริษัทสตาร์ทอัพ 100 บริษัททั่วโลก ภายในระยะเวลา 2-3 ปี ซึ่งบริษัทได้รับสิทธิเป็น Preferred Co-Packer ให้กับสตาร์ทอัพต่าง ๆ ของกองทุน เบื้องต้นคาดว่าในปี 63 บริษัทจะมีการลงทุนสตาร์ทอัพเพิ่มประมาณ 40 บริษัท โดย 6 เดือนแรกของปี 63 ได้ลงทุนไปแล้ว 12 บริษัท และปี 62 มีการลงทุนไปแล้วราว 15 - 19 บริษัท



นอกจากนี้ NRF ได้เข้าร่วมลงทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ หนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมผลิตอาหารโปรตีนจากพืชในทวีปยุโรปที่มีประสบการณ์และความชำนาญมานานกว่า 27 ปี โดยเบรคส์มีฐานการผลิตในประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตสินค้าโปรตีนจากพืชให้กับตราสินค้าต่าง ๆ เช่น Quorn The Vegetarian Butcher และ Cauldron Foods และมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อขยายสู่ตลาดผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชในอเมริกาและยุโรป ทำให้ NRF เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารแห่งอนาคต



รวมทั้งได้เข้าลงทุนใน The Meatless Farm Limited หรือ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ เพื่อเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้าในทวีปยุโรป อเมริกาและเอเชีย โดยผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจากข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่สามารถให้รสชาติและรสสัมผัสเหมือนกับเป็นผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์จริง



ล่าสุดเข้าลงทุนใน Phuture Limited (“Phuture”) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดย NRF ลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย



ประกอบกับ ได้เข้าลงทุนในบริษัท ซิตี้ฟู้ด จำกัด ในจังหวัดนครปฐมและราชบุรี ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารพร้อมปรุงและอาหารสำเร็จรูปรวมถึงผลิตและจำหน่ายน้ำเต้าหู้สำเร็จรูปตรา Shinpo เพื่อเป็นฐานการผลิต ซึ่งจะผลักดัน NRF ก้าวเป็นผู้ผลิตอาหารชั้นนำของโลก



“เราได้นำประสบการณ์ทำธุรกิจเกือบ 30 ปี ในการส่งออกสินค้าสู่ 25 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น จีนและมาเลเซีย เป็นต้น โดยลูกค้าปลายทางของบริษัทประกอบด้วย บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทมายาวนานมากกว่า 10 ปี บริษัทนำประสบการณ์ที่ได้รับมาต่อยอดการผลิตอาหารเพื่ออนาคต รองรับเมกะเทรนด์อาหารของโลกที่เกิดขึ้น และผลักดัน NRF สู่ The Purpose-Led Company หรือ บริษัทที่ขับเคลื่อนองค์กรและแบรนด์ด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อให้บริษัทเป็นตัวเลือกรายแรกๆ ในการผลิตสินค้าแก่บริษัทอาหาร (สำเร็จรูป) ชั้นนำระดับโลก” นายแดนกล่าว

29/07/2020

แบรนด์ร้านสะดวกซื้อในกัมพูชามีกี่สาขา

Circle K 25 สาขา

Kiwi Mart 23 สาขา

Aeon MaxValu Express 9 สาขา

Smile Mini Mart 11 สาขา

Lucky Express 5 สาขา

ที่มา- investvine

ในปี 2566 ตลาด Grocery และ Convenience Store ในกัมพูชาจะมีมูลค่าถึง 9.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (เกือบ 3 แสนล้านบาท)

ที่น่าจับตา คือการมาของร้านสะดวกซื้อยักษ์ใหญ่อย่าง “7-Eleven” ที่ซีพี ออลล์ ของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้รับสิทธิ์มาสเตอร์แฟรนไชซี 7-Eleven ในประเทศกัมพูชาแต่เพียงผู้เดียว

และคาดว่าจะเปิดสาขาแรกในปีหน้า

SMPC โค้งแรกยอดขายโตกระฉูด 72% ย้ำเป้าปีนี้โต 30%
13/05/2020

SMPC โค้งแรกยอดขายโตกระฉูด 72% ย้ำเป้าปีนี้โต 30%

นิวเดลี พบแหล่งทองคำใหม่ ราว 3,400 ตัน พร้อมแร่อื่นๆด้วย
23/02/2020

นิวเดลี พบแหล่งทองคำใหม่ ราว 3,400 ตัน พร้อมแร่อื่นๆด้วย

นิวเดลี, 22 ก.พ. (ซินหัว) – วันเสาร์ (22 ก.พ.) สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาอินเดีย (GSI) เปิดเผยการค้นพบแหล่งแร่ทองคำ ซึ่ง....

ที่อยู่

Chiang Mai

เบอร์โทรศัพท์

+66812893535

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Trend Investor-VIผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

แนะนำ

แชร์