Sriphat Medical Center, Chiang Mai

Sriphat Medical Center, Chiang Mai ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
Call Center : 0-5393-6900-1 (24 hrs)
Line :

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งในคราวประชุมสภามหาวิทยาลัย
ครั้งที่ 3/2539 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2539 ในนาม ศูนย์บริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2540 เป็นต้นมา และเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2540 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น สถานบริการสุขภาพพิเศษ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหา

วิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2551 เป็นต้นมา

ศูนย์ศรีพัฒน์ฯ เป็นหน่วยงานหนึ่งของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้บริการทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคทุกสาขา จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อประโยชน์และประสิทธิภาพสูงสุดในการวินิจฉัยโรค รวมทั้งบริการอันอบอุ่นประทับใจ ที่มุ่งเน้นคุณภาพของการบริการที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ

ดูแลสุขภาพไตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสุขภาพไตเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม หากคุณกำลังมองหาคำปรึกษาหรือการรักษาด้านโรคไต...
02/05/2026

ดูแลสุขภาพไตกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
สุขภาพไตเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม
หากคุณกำลังมองหาคำปรึกษาหรือการรักษาด้านโรคไตอย่างถูกวิธี

ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคไต
🩺 นพ. จอมชัย ลือชูวงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านโรคไต

พร้อมให้คำปรึกษา
🔸 โรคไตเรื้อรัง (ไตเสื่อม)
🔸 ไตวายเฉียบพลัน
🔸 โรคไตอักเสบ
🔸 การบำบัดทดแทนไต ( การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม)
🔸 อายุรกรรมทั่วไป

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #โรคไต #ไตเสื่อม #สัญญาเตือนโรคไต #ปัสสาวะผิดปกติ #คลินิกอายุรกรรม

เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ กรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
📍 คลินิกอายุรกรรม ชั้น 2 อาคารผู้ป่วยนอก OPD ศูนย์ศรีพัฒน์
☎️ หมายเลขโทรศัพท์ : 053-934613, 053-934434

สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X,
:
• Call center : 0-5393-6900-1

01/05/2026

ใครบ้างควรฉีดวัคซีน “ไวรัสตับอักเสบเอ” 💉🦠 ไม่ใช่แค่เด็ก…ผู้ใหญ่ก็เสี่ยงได้! โดยเฉพาะคนที่กินอาหารนอกบ้านบ่อย เดินทางบ่อย หรือไม่เคยมีภูมิ เช็คให้ชัวร์ คุณอยู่กลุ่มเสี่ยงไหม? ดูคลิปนี้ รู้ครบ ใครควรฉีดก่อนป่วย ✨ #ไวรัสตับอักเสบเอ #โรคตับ #โรคระบาด #วัคซีน #ความรู้สุขภาพ #ศูนย์ศรีพัฒน์ #โรงพยาบาลเชียงใหม่ #เชียงใหม่

🔥Heatstroke อันตรายถึงชีวิต🔥ข้อมูลโดย พญ. ปนัดดา ภัทโรพงศ์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป---Heatstroke หรือ โรคลมแดด คื...
01/05/2026

🔥Heatstroke อันตรายถึงชีวิต🔥

ข้อมูลโดย พญ. ปนัดดา ภัทโรพงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป

---

Heatstroke หรือ โรคลมแดด คือภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการพยาบาลที่อันตรายถึงชีวิต

ภาวะนี้เกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดจนไม่สามารถระบายความร้อนออกได้ทัน (ระบบควบคุมอุณหภูมิล้มเหลว) ส่งผลให้ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท หัวใจ และไต หากรักษาไม่ทันอาจทำให้เสียชีวิตหรือพิการทางสมองได้

---

⚠️สัญญาณเตือน (สังเกตให้ไว!)

ต่างจากเพลียแดดทั่วไปตรงที่ Heatstroke จะมีอาการเด่นคือ:

• ตัวร้อนจัด แต่อาจจะ ไม่มีเหงื่อออก (ผิวหนังแห้งและแดง)
• กระสับกระส่าย มึนงง พูดจาไม่รู้เรื่อง หรือชัก
• หัวใจเต้นเร็วและแรง
• ปวดศีรษะอย่างรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน

☀️วิธีป้องกัน (ฉบับรับมืออากาศร้อน)

1. ดื่มน้ำให้บ่อย: ไม่ต้องรอให้กระหายน้ำ ให้จิบน้ำเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวันเพื่อช่วยระบายความร้อน
2. เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ: ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ผ้าบางเบา เช่น ผ้าฝ้าย เพื่อให้เหงื่อระเหยได้ง่าย
3. เลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงแดดจัด: พยายามอยู่ในที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศในช่วงเวลา 10:00 - 16:00 น.
4. ไม่ดื่มแอลกอฮอล์: เครื่องดื่มมึนเมาจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกมากขึ้นและทำให้ตัวร้อนเร็วกว่าปกติ
5. อย่าทิ้งใครไว้ในรถ: อุณหภูมิในรถที่จอดตากแดดจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่นาที ซึ่งอันตรายมากสำหรับเด็กและสัตว์เลี้ยง

🧑‍⚕️การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (ถ้าเจอคนเป็น)

• นำเข้าที่ร่ม: ย้ายผู้ป่วยไปที่อากาศถ่ายเทสะดวกหรือห้องแอร์ทันที
• ลดอุณหภูมิให้เร็วที่สุด: ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบตาม ซอกคอ รักแร้ และขาหนีบ (ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่) หรือใช้พัดลมเป่าช่วย
• ยกขาให้สูง: เพื่อให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง
• รีบนำส่งโรงพยาบาล: ทันที
ข้อควรระวัง: หากผู้ป่วยหมดสติ ห้าม กรอกน้ำเข้าปากเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สำลักและเข้าปอดได้

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 📞 โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line 📲

---

🏥 #ศูนย์ศรีพัฒน์

📏 ลูกเรา "ตัวเล็ก" หรือกำลังเผชิญ "ภาวะตัวเตี้ย" กันแน่?อย่าปล่อยให้ความสูงของลูกกลายเป็นปัญหาในอนาคต!คุณพ่อคุณแม่หลายท่...
01/05/2026

📏 ลูกเรา "ตัวเล็ก" หรือกำลังเผชิญ "ภาวะตัวเตี้ย" กันแน่?
อย่าปล่อยให้ความสูงของลูกกลายเป็นปัญหาในอนาคต!

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมลูกเราดูตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน? หรือทำไมปีนี้ลูกแทบไม่เปลี่ยนไซซ์เสื้อผ้าเลย? การสังเกตพัฒนาการด้านความสูงของลูกในช่วงวัยเจริญเติบโตเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะ "ความสูง" ไม่ได้บ่งบอกแค่รูปร่าง แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงสุขภาพโดยรวมของเด็กๆ ด้วย

✅ จะรู้ได้อย่างไรว่าเด็กมีภาวะตัวเตี้ย (Short Stature)?

เราสามารถสังเกตเบื้องต้นได้จากเกณฑ์เหล่านี้ :

ความสูงต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 : เมื่อเทียบกับกราฟมาตรฐานการเติบโตของเด็กเพศเดียวกันและอายุเท่ากัน

อัตราการเพิ่มความสูงช้าผิดปกติ: หากเด็กมีอัตราการเพิ่มความสูงน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็นในแต่ละปี

เช็คสัญญาณเตือนเหล่านี้ กับ
🩺 โปรแกรมคัดกรองภาวะส่วนสูงต่ำกว่าเกณฑ์ (ภาวะตัวเตี้ย)
🔎 สำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
🔎 สำหรับเด็กอายุมากกว่า 5 ปี

รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก >>> https://cmu.to/LGx9e

ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมดูแลและให้คำปรึกษาโดยทีมกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึมในเด็ก เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกรรมพันธุ์ โภชนาการ หรือความผิดปกติของฮอร์โมน

การตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยให้ลูกน้อยมีโอกาสพัฒนาความสูงได้อย่างเต็มศักยภาพนะครับ 👦🏻👧🏻

#ศูนย์ศรีพัฒน์ #ภาวะตัวเตี้ย #สุขภาพเด็ก #ความสูงเด็ก #กุมารแพทย์ #ต่อมไร้ท่อเด็ก #พัฒนาการเด็ก

เพื่อความสะดวกของผู้รับบริการ กรุณานัดหมายก่อนเข้ารับบริการ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
📍 คลินิกสุขภาพเด็กดี ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ ฯ
☎️ หมายเลขโทรศัพท์ : 0-5393-4767, 0-5393-4768

📌 สามารถติดตามช่องทางเพิ่มเติมได้ที่
• LINE Official :
• Website, Facebook, Instagram, TikTok, X, :
• Call center : 0-5393-6900-1

🌟ใจสั่นครั้งนี้คือ "ใจเสีย" หรือ "ใจป่วย": แยกให้ออกระหว่างโรคแพนิกและโรคหัวใจ🌟ข้อมูลโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมประสิทธิ์จิตแ...
01/05/2026

🌟ใจสั่นครั้งนี้คือ "ใจเสีย" หรือ "ใจป่วย": แยกให้ออกระหว่างโรคแพนิกและโรคหัวใจ🌟

ข้อมูลโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมประสิทธิ์
จิตแพทย์

อาการใจสั่นเป็นหนึ่งในสัญญาณที่สร้างความกังวลใจได้มากที่สุด เพราะหัวใจคืออวัยวะที่บ่งบอกถึงการมีชีวิต เมื่อจังหวะที่เคยสม่ำเสมอเปลี่ยนไปเป็นความรัวเร็ว แรง หรือสะดุด หลายคนมักดิ่งลึกไปสู่ความกลัวว่านี่คือจุดจบของชีวิตจากโรคหัวใจวายเฉียบพลัน

ทว่าในความเป็นจริง อาการใจสั่นอาจไม่ได้มาจากตัวโครงสร้างหัวใจเสมอไป แต่มักมีความเกี่ยวพันอย่างแนบแน่นกับระบบประสาทอัตโนมัติและสภาวะจิตใจที่เรียกว่า "โรคแพนิก" การจำแนกความแตกต่างระหว่างสองสภาวะนี้จึงเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้เราเข้ารับการรักษาได้อย่างตรงจุดและลดความตื่นตระหนกที่เกินจำเป็น

---

แยกอาการใจสั่น: สังเกตสัญญาณบอกเหตุ

แม้ทั้งสองโรคจะมีอาการ "ใจสั่น" เป็นตัวร่วม แต่ลักษณะทางคลินิกและอาการประกอบมักมีจุดต่างที่ชัดเจนหากเราสังเกตอย่างละเอียด ยกตัวอย่างเช่น

• ลักษณะของโรคหัวใจ (Cardiac Arrhythmia):
• ลักษณะของโรคแพนิก (Panic Disorder):

เมื่อความกลัวและกายป่วยมาบรรจบ: การเกิดร่วมกันของสองโรค

หมออยากให้ทำความเข้าใจว่า ร่างกายและจิตใจไม่ใช่ส่วนที่แยกขาดจากกัน ในผู้ป่วยบางรายเราสามารถพบทั้งโรคหัวใจและโรคแพนิกเกิดขึ้นร่วมกันได้ (Comorbidity) ซึ่งสร้างความซับซ้อนในการวินิจฉัยไม่น้อย

• ผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจอยู่เดิม เมื่อเกิดอาการใจสั่นบ่อยครั้ง อาจพัฒนาไปสู่ภาวะวิตกกังวลและกลายเป็นโรคแพนิกตามมา เพราะกลัวว่าหัวใจจะหยุดเต้น
• ในทางกลับกัน ผู้ป่วยโรคแพนิกที่มีอาการเป็นซ้ำบ่อยๆ อาจส่งผลให้เกิดความเครียดต่อการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตและหัวใจในอนาคตได้
• การตรวจวินิจฉัยจึงจำเป็นต้องทำควบคู่กัน Both การตรวจสมรรถภาพหัวใจ (EKG, Echocardiogram) และการประเมินสภาวะทางจิตเวช

แนวทางการรักษาเชิงลึก: ปรับสมดุลกายและใจ

การรักษาในปัจจุบันก้าวหน้าไปมากจนสามารถควบคุมอาการของทั้งสองโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

1. การรักษาโรคหัวใจ: เน้นการปรับจังหวะการเต้นของหัวใจผ่านการใช้ยาควบคุมจังหวะ หรือในบางกรณีอาจใช้การจี้ไฟฟ้าหัวใจ (Ablation) เพื่อทำลายจุดที่ปล่อยกระแสไฟฟ้าผิดปกติ
2. การรักษาโรคแพนิก: ใช้การปรับสมดุลสารเคมีในสมองด้วยยาในกลุ่ม SSRIs ร่วมกับการบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันความกลัว
3. การปรับไลฟ์สไตล์: หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นหัวใจ เช่น คาเฟอีน แอลกอฮอล์ และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของทั้งสองโรค
สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่าบางท่านอาจเชื่อว่าอาการใจสั่นแก้ไขได้ด้วยการพักผ่อนเพียงอย่างเดียว หรือคิดว่าเป็นเพียง "โรคคิดไปเอง" แต่ในทางการแพทย์ หมอขอยืนยันว่าอาการใจสั่นทุกรูปแบบมีที่มาที่ไป การตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาโรค แต่ยังช่วยปลดล็อกความกังวลที่กัดกินใจท่านมาอย่างยาวนานด้วย

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 🔔โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line 🔔

🐾 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกัด เรื่องไม่เล็กที่ไม่ควรประมาท 🐾ข้อมูลโดย นพ. กรีฑา คำเนียมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินในชีวิตประจำว...
01/05/2026

🐾 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกัด เรื่องไม่เล็กที่ไม่ควรประมาท 🐾

ข้อมูลโดย นพ. กรีฑา คำเนียม
แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน

ในชีวิตประจำวัน บาดแผลจากสัตว์กัดมักถูกมองข้ามหรือจัดการเพียงเบื้องต้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดจากสัตว์เลี้ยงที่เราคุ้นเคย อย่างไรก็ตาม ภาวะนี้มีรายละเอียดและความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มากกว่าที่หลายคนคิด จึงอยากให้ทุกคนมีความเข้าใจและจัดการอย่างถูกต้อง เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงและอันตรายถึงชีวิตได้

---

🐾 สัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมกัดคืออะไรและมาพร้อมกับความเสี่ยงใดบ้าง

บาดแผลจากสัตว์กัดคือการฉีกขาดของผิวหนังหรือเนื้อเยื่ออันเกิดจากฟันของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว ลิง หรือแม้กระทั่งมนุษย์ รวมถึงการโดนสัตว์ข่วนหรือเลียผิวหนังที่มีบาดแผลอยู่ โดยความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากบาดแผลเหล่านั้น ได้แก่

• โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies): แม้ว่าในประเทศไทยจะมีการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แต่ยังคงมีความเสี่ยงโดยเฉพาะเมื่อถูกสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด โดยเฉพาะสัตว์ป่าหรือสัตว์จรจัด ซึ่งโรคนี้อันตรายถึงชีวิตหากติดเชื้อและไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที
• บาดทะยัก (Tetanus): เชื้อบาดทะยักสามารถเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลจากสัตว์กัดได้เช่นกัน ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการเกร็งอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อ
• การติดเชื้อแบคทีเรีย: ภายในช่องปากของสัตว์มีเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด ซึ่งเมื่อเข้าสู่บาดแผลอาจทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง และมีหนอง หากเชื้อแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดก็อาจนำไปสู่ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่ถูกต้องหลังจากถูกสัตว์กัด

เมื่อถูกสัตว์กัดหรือข่วน ควรรีบทำการปฐมพยาบาลอย่างถูกต้องทันที ดังนี้

1. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่: ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาดและสบู่ โดยปล่อยให้น้ำไหลผ่านบาดแผลประมาณ 15 นาที เพื่อล้างเชื้อแบคทีเรียและสิ่งสกปรกออกจากแผลให้มากที่สุด
2. ห้ามเลือด: หากแผลมีเลือดออก ให้ใช้ผ้าสะอาดกดบริเวณแผลเพื่อห้ามเลือด แต่ห้ามใช้เชือกรัดเหนือแผลเนื่องจากอาจทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก
3. ใส่ยาฆ่าเชื้อ: หลังจากล้างแผลและห้ามเลือดแล้ว ให้ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน หรือน้ำยาฆ่าเชื้ออื่น ๆ ที่เหมาะสม
4. สังเกตอาการ: ติดตามดูอาการของแผล หากพบว่ามีอาการบวม แดง มีหนอง หรือมีไข้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
5. บันทึกข้อมูล: ควรบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ที่กัด เช่น ชนิดของสัตว์ ประวัติการฉีดวัคซีน และสถานที่เกิดเหตุ

การรักษาเชิงลึกและการดูแลเมื่อพบแพทย์

หลังจากได้รับแผลจากสัตว์กัด การไปพบแพทย์เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อรับการประเมินและการรักษาอย่างเหมาะสม ซึ่งมีขั้นตอนการรักษาดังนี้

1. การทำแผลและประเมินความรุนแรง: แพทย์จะล้างแผลอีกครั้งด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และประเมินความรุนแรงของแผลเพื่อตัดสินใจในการรักษา
2. การให้วัคซีน: ขึ้นอยู่กับประวัติการฉีดวัคซีนของสัตว์และผู้ที่ถูกกัด แพทย์อาจให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันบาดทะยัก หรืออิมมูโนโกลบุลินเพื่อป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
3. การให้ยาปฏิชีวนะ: เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสมของบาดแผลและประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย
4. การติดตามอาการ: แพทย์จะนัดหมายเพื่อติดตามอาการของบาดแผลและการตอบสนองต่อการรักษา พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลตนเอง

ข้อควรปฏิบัติเพื่อป้องกันบาดแผลจากสัตว์กัด

นอกจากดูแลรักษาเมื่อถูกสัตว์กัดแล้ว การป้องกันก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยมีข้อแนะนำดังนี้

• ฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง: ตรวจสอบและฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและวัคซีนอื่น ๆ ให้กับสัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ
• เลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์จรจัด: หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ หรือสัตว์ที่มีพฤติกรรมผิดปกติ
• สอนเด็กเรื่องการเข้าใกล้สัตว์: อธิบายให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติตนเมื่อเจอสัตว์ และสอนไม่ให้แกล้งสัตว์หรือเข้าไปเล่นกับสัตว์ที่ไม่รู้จัก
• ระมัดระวังเมื่อดูแลสัตว์ป่วย: เมื่อสัตว์เลี้ยงป่วยควรดูแลด้วยความระมัดระวัง และปรึกษาสัตวแพทย์หากจำเป็น
การได้รับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหลังจากถูกสัตว์กัดหรือข่วนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง แม้ว่าสัตว์ที่กัดจะได้รับการฉีดวัคซีนมาแล้วก็ตาม เนื่องจากประสิทธิภาพของวัคซีนอาจแตกต่างกันไป และการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้านั้นมีความรุนแรงมาก จึงแนะนำให้ผู้ที่ถูกสัตว์กัดหรือข่วนได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง 🐾 Line

---

Reference

1. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. สถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย ปี 2566. 2566. - ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทย.
2. World Organisation for Animal Health. Rabies: Key Facts and Prevention. 2023. - ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการป้องกันจากมุมมองด้านสุขภาพสัตว์.
#สัตว์กัด #โรคพิษสุนัขบ้า #บาดทะยัก #การปฐมพยาบาล #สุขภาพ #โรงพยาบาล #แพทย์ #กระทรวงสาธารณสุข #ศูนย์ศรีพัฒน์ #เชียงใหม่

🌞Vitamin D: วิตามินจากแดด ที่คนไทยจำนวนมาก “ขาด” โดยไม่รู้ตัว🌞ข้อมูลโดย นพ. กช เจริญศรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป-...
01/05/2026

🌞Vitamin D: วิตามินจากแดด ที่คนไทยจำนวนมาก “ขาด” โดยไม่รู้ตัว🌞

ข้อมูลโดย นพ. กช เจริญศรี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป

---

หลายคนคิดว่าอยู่ประเทศไทย แดดแรงตลอดปี ไม่น่าจะขาดวิตามินดี
แต่ความจริงคือ “ภาวะพร่องวิตามินดี” พบได้บ่อยกว่าที่คิด แม้ในประเทศเขตร้อนอย่างไทย

เพราะปัจจุบันเราใช้ชีวิตอยู่ในอาคารมากขึ้น ทำงานในห้องแอร์ เดินทางด้วยรถส่วนตัว และใช้เวลาในคอนโดหรือห้างสรรพสินค้าเป็นส่วนใหญ่

วิตามินดี (Vitamin D) เป็นวิตามินละลายในไขมัน และร่างกายสามารถสร้างได้จากแสงแดดเป็นหลัก จึงถูกเรียกว่า “วิตามินจากแดด”

---

💡วิตามินดี สำคัญอย่างไรต่อร่างกาย?

หลายคนคุ้นเคยว่าวิตามินดีช่วยเรื่องกระดูก แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบันพบว่า วิตามินดีมีบทบาทคล้าย “ฮอร์โมน” ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์หลายระบบทั่วร่างกาย

• ดูแลกระดูกและฟัน
ช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสจากอาหาร เพื่อนำไปสร้างมวลกระดูกและฟันให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงกระดูกพรุน
• เสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ
ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ทำงานประสานกันดีขึ้น ลดโอกาสหกล้ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุ
• สนับสนุนระบบภูมิคุ้มกัน
มีบทบาทต่อการทำงานของเม็ดเลือดขาว และช่วยควบคุมการอักเสบในร่างกาย
• เกี่ยวข้องกับสุขภาพโดยรวม
ระดับวิตามินดีต่ำอาจสัมพันธ์กับความเหนื่อยล้า อารมณ์ต่ำ และภาวะสุขภาพเรื้อรังบางชนิด

---

💡ใครบ้างที่เสี่ยงภาวะพร่องวิตามินดี?

• ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป)
ผิวหนังสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้ลดลงตามวัย
• คนวัยทำงาน / พนักงานออฟฟิศ
ใช้เวลาอยู่ในอาคารเกือบตลอดวัน
• ผู้ที่หลีกเลี่ยงแดดเป็นประจำ
เช่น ใส่เสื้อคลุม ทาครีมกันแดดสม่ำเสมอ หรือไม่ค่อยออกกลางแจ้ง
• ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
วิตามินดีอาจถูกเก็บในเนื้อเยื่อไขมัน ทำให้ระดับในเลือดต่ำลง
• สตรีตั้งครรภ์ / ให้นมบุตร
ร่างกายมีความต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้น
• ผู้ที่มีโรคตับ โรคไต หรือโรคทางเดินอาหารบางชนิด
อาจรบกวนการดูดซึมหรือการเปลี่ยนวิตามินดีให้อยู่ในรูปที่ใช้งานได้
• ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติแบบเข้มงวด
อาจได้รับวิตามินดีจากอาหารน้อย

---

💡สัญญาณเตือนที่อาจพบได้

ภาวะพร่องวิตามินดีมักไม่มีอาการชัดเจนในระยะแรก หลายคนตรวจพบจากการเจาะเลือดเท่านั้น

แต่หากขาดมากขึ้น อาจมีอาการดังนี้

• อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น
• ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลุกนั่งลำบาก
• เดินไม่มั่นคง หกล้มง่าย
• เป็นตะคริวง่าย
• กระดูกเปราะ แตกหักง่าย
• อารมณ์ต่ำ หรืออารมณ์แปรปรวนในบางราย
เด็กที่ขาดวิตามินดีมาก อาจเสี่ยงภาวะกระดูกอ่อน (Rickets)

---

💡เกณฑ์ระดับวิตามินดีในเลือด (25-OH Vitamin D)

• ปกติ: มากกว่า 30 ng/mL
• พร่อง: 20–30 ng/mL
• ขาด: น้อยกว่า 20 ng/mL
• ขาดรุนแรง: น้อยกว่า 10 ng/mL
เกณฑ์อาจแตกต่างเล็กน้อยตามแนวทางแต่ละสถาบัน

---

💡วิธีเพิ่มวิตามินดีให้เพียงพอ

• รับแสงแดดอย่างเหมาะสม
รับแดดช่วงสายถึงเที่ยง ช่วงเวลาสั้น ๆ สัปดาห์ละหลายครั้ง อาจช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดีได้ดีกว่าช่วงเช้าตรู่หรือเย็น เพราะมีรังสี UVB มากกว่า
• ควรหลีกเลี่ยงการไหม้แดด และค่อย ๆ ปรับตามสภาพผิวของแต่ละคน
• เลือกรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี
เช่น ปลาแซลมอน ซาร์ดีน ทูน่า ไข่แดง ตับ นมเสริมวิตามินดี เห็ดบางชนิด
• ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ช่วยเสริมสุขภาพกระดูก กล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงหกล้ม
• ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเมื่อจำเป็น
เหมาะในผู้ที่มีระดับต่ำ ได้รับแดดไม่พอ หรือแพทย์ประเมินว่าควรเสริม

---

💡ปริมาณที่มักแนะนำต่อวัน

• ผู้ใหญ่ทั่วไป: 600–800 IU ต่อวัน
• ผู้สูงอายุบางรายอาจต้องการมากขึ้น
• หากตรวจพบว่าขาดจริง อาจใช้ขนาดสูงกว่านี้ตามคำแนะนำแพทย์
ไม่ควรรับประทานเกิน 4,000 IU ต่อวันต่อเนื่องด้วยตนเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์ เพราะอาจเกิดภาวะแคลเซียมสูง คลื่นไส้ นิ่ว หรือไตทำงานผิดปกติได้

---

💡ควรตรวจเมื่อไร?

ควรพิจารณาตรวจระดับวิตามินดี หากคุณมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

• เหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยเรื้อรัง
• กล้ามเนื้ออ่อนแรง
• กระดูกบาง / กระดูกพรุน
• กระดูกหักง่าย
• ไม่ค่อยได้รับแสงแดด
• อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่กล่าวข้างต้น

---

💡สรุปสั้น ๆ

วิตามินดีไม่ใช่แค่วิตามินเรื่องกระดูก แต่เกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวม

แม้อยู่ประเทศไทยก็สามารถขาดได้ หากใช้ชีวิตในร่มเป็นหลัก

ตรวจสุขภาพครั้งหน้า อย่าลืมปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการประเมินระดับวิตามินดี โดยเฉพาะถ้าคุณมีอาการเหนื่อยง่าย ปวดเมื่อยเรื้อรัง หรือได้รับแสงแดดไม่เพียงพอ

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line

---

#ศูนย์ศรีพัฒน์

🌟เมื่อความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของใจ: ถอดรหัสอาการปวดศีรษะจากสภาวะจิตใจ🌟ข้อมูลโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมประสิทธิ์จิตแพทย์อาก...
30/04/2026

🌟เมื่อความเครียดไม่ใช่แค่เรื่องของใจ: ถอดรหัสอาการปวดศีรษะจากสภาวะจิตใจ🌟

ข้อมูลโดย นพ. สุวัฒนชัย พรหมประสิทธิ์
จิตแพทย์

อาการปวดศีรษะเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพที่ถูกละเลย เพราะหลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่กินยาแก้ปวดแล้วก็หายไป แต่คุณเคยสังเกตไหมว่า ในบางช่วงเวลาที่ชีวิตเผชิญกับมรสุมความกดดัน อาการปวดนั้นกลับทวีความรุนแรงและถี่ขึ้นอย่างผิดปกติจนยาพื้นฐานเริ่มเอาไม่อยู่

หมออยากบอกว่า อาการปวดศีรษะและจิตใจมีความเชื่อมโยงกันผ่านระบบประสาทและสารเคมีในสมองอย่างแนบแน่น อาการปวดหัวที่คุณกำลังเผชิญอาจไม่ใช่เพียงความผิดปกติของกล้ามเนื้อ แต่มันคือ "เสียงตะโกน" จากจิตใจที่กำลังส่งผ่านร่างกายออกมาเพื่อบอกว่าสภาวะภายในของคุณกำลังเสียสมดุล

---

💡อาการปวดศีรษะจากความเครียด (Tension-type Headache) คืออะไร

ภาวะปวดศีรษะจากความเครียดเป็นประเภทการปวดที่พบได้บ่อยที่สุดชนิดหนึ่งในมนุษย์ เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ ใบหน้า และต้นคอ โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือความเหนื่อยล้าทางอารมณ์และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ไวเกินไป

• อาการปวดมักมีลักษณะปวดตื้อๆ เหมือนมีผ้าหรือเข็มขัดมารัดรอบศีรษะ (Band-like tightness)
• ความรุนแรงมักอยู่ที่ระดับน้อยถึงปานกลาง ไม่ถึงขั้นทำให้คลื่นไส้หรืออาเจียนรุนแรง
• อาการมักเริ่มที่ขมับทั้งสองข้าง ลามไปถึงท้ายทอยและบ่า
• สัมพันธ์กับช่วงเวลาที่ต้องใช้สมาธิสูง หรือช่วงที่มีเรื่องให้ต้องขบคิดกังวลใจ

🔎สังเกตสัญญาณ: เมื่อการปวดหัวบอกใบ้ถึงโรคทางจิตเวช

ในหลายกรณี อาการปวดศีรษะเรื้อรังไม่ได้มาจากความเครียดชั่วคราว แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของโรคทางจิตเวชที่แฝงตัวอยู่ หมอแนะนำให้ลองประเมินอาการร่วมที่มี ตัวอย่างเช่น ดังต่อไปนี้เพื่อแยกแยะความแตกต่าง

1. โรคประวิตกกังวล (Generalized Anxiety Disorder): ปวดหัวร่วมกับสมาธิไม่ดี กระสับกระส่าย กล้ามเนื้อตึงเครียดทั่วตัว และนอนไม่หลับ กังวลง่ายต่อเนื่องเกิน 6 เดือน
2. โรคซึมเศร้า (Depression): ปวดหัวเรื้อรังที่รักษาทางกายไม่ดีขึ้น ร่วมกับความรู้สึกเบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไร ท้อแท้ เศร้า การนอนหรือการกินผิดปกติไปจากเดิม
3. Somatic Symptom Disorder : มีอาการปวดตามส่วนต่างๆ ของร่างกายรวมถึงศีรษะ โดยตรวจไม่พบรอยโรคทางกายที่ชัดเจน แต่สัมพันธ์กับสภาวะจิตใจที่เปราะบาง

🧭แนวทางการรักษาเชิงลึก: รักษาที่เหตุเพื่อจบที่ผล

การรักษาอาการปวดศีรษะจากความเครียดและจิตใจต้องทำแบบองค์รวม (Holistic Approach) ไม่ใช่เพียงการบรรเทาความเจ็บปวดเฉพาะหน้า

• การใช้ยา (Pharmacotherapy): แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาในกลุ่มปรับสมดุลสารสื่อประสาท (เช่น TCA SNRI) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดอาการปวดแล้ว ยังช่วยปรับคุณภาพการนอนและลดความวิตกกังวลได้ดีกว่ายาแก้ปวดทั่วไป
• การปรับพฤติกรรมทางจิต (Psychotherapy): การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยมีทักษะในการรับมือกับความเครียด (Coping Skills) อย่างเป็นระบบ
• Biofeedback และการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ: เทคนิคการฝึกควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติและการทำ Progressive Muscle Relaxation เพื่อลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อต้นเหตุ
• การปรับปรุงสุขอนามัยการนอน (Sleep Hygiene): เนื่องจากคุณภาพการนอนที่แย่เป็นตัวจุดชนวนให้ระดับความอดทนต่อความเจ็บปวด (Pain Threshold) ต่ำลง
สำหรับมุมมองที่อาจมีความแตกต่างกันนั้น หมอเห็นว่าหลายคนพยายามหลีกเลี่ยงการพบจิตแพทย์เพราะกังวลเรื่องภาพลักษณ์ หรือคิดว่าตนเองไม่ได้ "เป็นบ้า" แต่ในความจริงแล้ว การรักษาสภาวะจิตใจคือการรักษาที่ต้นเหตุของความเจ็บปวดทางกายที่ยั่งยืนที่สุด หากกายได้รับยาแต่ใจยังแบกความทุกข์ อาการปวดหัวก็จะวนเวียนกลับมาเป็นวงจรที่ไม่สิ้นสุด

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 🌟053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line 🌟

---

#ปวดหัว #ความเครียด #โรคซึมเศร้า #วิตกกังวล #สุขภาพจิต #ไมเกรน #ออฟฟิศซินโดรม #จิตเวช #ศูนย์ศรีพัฒน์

✨เป็นอัมพฤกษ์จะหายได้ไหม?✨ข้อมูลโดย นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศอายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา--- หลายคนที่เพิ่งเผชิญกับ “อัมพฤกษ์...
30/04/2026

✨เป็นอัมพฤกษ์จะหายได้ไหม?✨
ข้อมูลโดย นพ.อดิศักดิ์ กิตติสาเรศ
อายุรแพทย์สาขาประสาทวิทยา
---

หลายคนที่เพิ่งเผชิญกับ “อัมพฤกษ์ อัมพาต” มักมีคำถามเดียวกันในใจว่า
“เราจะหายไหม…จะกลับมาเหมือนเดิมได้หรือเปล่า”

หมอ อยากตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมา คำตอบคือ บางคนกลับมาได้ดีมาก บางคนกลับมาได้บางส่วน และบางคนอาจมีอาการบางอย่างคงอยู่ แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากให้คนไข้รู้คือ สมองของเรามีความสามารถในการฟื้นตัวมากกว่าที่หลายคนคิด

ในทางการแพทย์มีคำหนึ่งที่สำคัญมากคือ “Neuroplasticity” หรือความยืดหยุ่นของสมอง พูดง่ายๆ คือ สมองสามารถเรียนรู้ใหม่และสร้างเส้นทางใหม่เพื่อทดแทนส่วนที่เสียไปได้ เมื่อสมองบางส่วนได้รับความเสียหายจากโรคหลอดเลือดสมอง เซลล์สมองบริเวณใกล้เคียงหรือแม้แต่สมองอีกฝั่งหนึ่งสามารถค่อยๆ ปรับตัวเพื่อมาทำหน้าที่แทนได้ แต่กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองทั้งหมด มันต้องอาศัยการกระตุ้นและการฝึกซ้ำ

ทุกครั้งที่คนไข้พยายามขยับแขน ขา หรือฝึกพูด แม้มันจะยังไม่ดีอย่างที่หวัง คนไข้กำลังส่งสัญญาณไปบอกสมองว่า “นี่คือสิ่งที่เราต้องการกลับมา” การฝึกซ้ำๆ จะช่วยให้สมองค่อยๆ สร้างวงจรใหม่ เหมือนการเดินซ้ำๆ ในป่าจนกลายเป็นทางเดินชัดเจนขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการเริ่มฟื้นฟูเร็วและทำอย่างสม่ำเสมอจึงสำคัญมาก ⏳

อย่างไรก็ตาม มีเรื่องหนึ่งที่หมออยากเน้นให้ชัดเจน เพราะเป็นหัวใจของการรักษาที่แท้จริง นั่นคือ เป้าหมายหลักของการดูแลผู้ป่วยอัมพฤกษ์ไม่ได้มีเพียงการฟื้นตัวเท่านั้น แต่คือ การป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เพราะถ้าเกิดซ้ำ ความเสียหายมักรุนแรงขึ้น และโอกาสในการฟื้นตัวจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น การรักษาที่ดีที่สุดจึงต้องเดินไปพร้อมกันสองทาง ทางหนึ่งคือการฟื้นฟู เพื่อดึงศักยภาพของสมองกลับมาให้มากที่สุด อีกทางหนึ่งคือการป้องกัน ซึ่งอาจดูเหมือนไม่เห็นผลทันที แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในระยะยาว เช่น การควบคุมความดันโลหิต เบาหวาน ไขมัน การรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ การหยุดสูบบุหรี่ หรือการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ สิ่งเหล่านี้คือการปกป้องสมองส่วนที่ยังดีอยู่ไม่ให้ถูกทำร้ายซ้ำอีก

จากประสบการณ์ที่หมอดูแลคนไข้จำนวนมาก หมอพบว่าคนไข้ที่มีผลลัพธ์ดีที่สุด ไม่ใช่แค่คนที่โรคไม่รุนแรง แต่คือคนที่ “ทำต่อเนื่อง” ทั้งในเรื่องของการฟื้นฟูและการดูแลตัวเอง หลายครั้งความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่เกิดจากการพัฒนาเล็กๆที่ดีขึ้นค่อยๆสะสมไปเรื่อยๆ

หมอเข้าใจดีว่ามันไม่ง่ายเลย วันที่พยายามแล้วขยับไม่ได้ วันที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม หรือวันที่รู้สึกท้อ แต่หมออยากให้คนไข้รู้ว่า ทุกความพยายามไม่ได้สูญเปล่า แม้จะเป็นเพียงการขยับเล็กน้อย หรือการออกเสียงคำสั้นๆ สิ่งเหล่านี้คือการที่สมองกำลังเรียนรู้ใหม่ และในขณะเดียวกัน ทุกวันที่คนไข้กินยาและดูแลตัวเอง คนไข้กำลังปกป้องสมองไม่ให้ต้องเผชิญกับความเสียหายซ้ำอีกครั้ง

คนไข้บางคนอาจไม่กลับมาเหมือนเดิมทุกอย่าง แต่คนไข้สามารถดีขึ้นจากจุดที่เป็นอยู่ได้เสมอ และนั่นคือเป้าหมายที่มีความหมายมาก

สุดท้ายนี้ หมออยากให้คนไข้ลองเปลี่ยนคำถามจาก “จะหายไหม” เป็น
“วันนี้เราจะดีขึ้นอีกนิด และดูแลตัวเองให้ไม่แย่ลงได้อย่างไร”
ถ้าเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผลลผลลัพธ์ย่อมดีที่สุด จริงมั้ยครับ

มาเริ่มทำกันตั้งแต่วันนี้อย่างเต็มที่
เพราะการฟื้นตัวของสมองไม่ได้เกิดจากการทำเยอะเพียงวันเดียว แต่เกิดจากกทรเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่ทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง และทุกก้าวนั้นมีความหมายเสมอ

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 📞 โทร. 053-936900 ถึง 1 💬 หรือติดต่อทาง Line

---

#ศูนย์ศรีพัฒน์

💊 Orthostatic hypotension คืออะไร ? อันตรายหรือไม่ ? 💊ข้อมูลโดย พญ. ปนัดดา ภัทโรพงศ์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป---O...
30/04/2026

💊 Orthostatic hypotension คืออะไร ? อันตรายหรือไม่ ? 💊

ข้อมูลโดย พญ. ปนัดดา ภัทโรพงศ์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป

---

Orthostatic Hypotension (ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่าทาง) คือภาวะที่ความดันโลหิตลดต่ำลงอย่างรวดเร็วขณะที่คุณเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งหรือท่านอนขึ้นมายืน

ตามปกติแล้ว เวลาเราลุกขึ้นยืน แรงโน้มถ่วงจะดึงเลือดไปกองอยู่ที่ขา ร่างกายจึงต้องสั่งให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นและหลอดเลือดหดตัวเพื่อดันเลือดกลับไปเลี้ยงสมอง แต่ในคนที่มีภาวะนี้ กลไกดังกล่าวทำงานล่าช้า ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว จนเกิดอาการหน้ามืดหรือวิงเวียนนั่นเอง

อาการที่พบบ่อย

🌀 อาการที่พบบ่อย
• หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ (หลังลุกขึ้นยืนทันที)
• ตาพร่ามัว เห็นภาพตัดหรือมืดไปชั่วขณะ
• ทรงตัวไม่อยู่ รู้สึกหวิว ๆ หรือขาสั่น
• เป็นลม (ในกรณีที่ความดันตกมากจนวูบไป)

---

อันตรายหรือไม่?

⚠️ อันตรายหรือไม่?
ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับ "สาเหตุ" และ "ผลลัพธ์" ที่ตามมา

1. อันตรายทางตรง (อุบัติเหตุ): นี่คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพราะอาการหน้ามืดอาจทำให้ ล้ม ฟาดพื้น หรือกระดูกหัก ได้
2. ภาวะชั่วคราว: หากเกิดจากการลุกเร็วเกินไป ขาดน้ำ (ดื่มน้ำน้อย) หรือพักผ่อนไม่พอ มักจะไม่ค่อยอันตรายและแก้ไขได้ด้วยการปรับพฤติกรรม
3. สัญญาณเตือนโรคอื่น: หากเป็นบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซ่อนอยู่ เช่น โรคหัวใจ, โลหิตจาง, โรคเบาหวาน หรือความผิดปกติของระบบประสาท ซึ่งควรต้องได้รับการตรวจอย่างละเอียด

---

วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น

• ลุกช้า ๆ: ให้เวลาร่างกายปรับตัว โดยเฉพาะตอนตื่นนอน ให้ลุกมานั่งข้างเตียงสัก 1-2 นาทีก่อนจะยืนขึ้น
• ดื่มน้ำให้เพียงพอ: เพื่อรักษาปริมาณเลือดในร่างกาย
• หลีกเลี่ยงน้ำร้อนจัด: การแช่น้ำร้อนหรืออาบน้ำอุ่นจัดอาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวและอาการแย่ลงได้
• ทบทวนยาที่กินอยู่: ยาบางชนิด (เช่น ยาลดความดันหรือยาขับปัสสาวะ) อาจเป็นสาเหตุหลัก ควรปรึกษาแพทย์
• ออกกำลังกายเบาๆ : เช่น กระดกข้อเท้าหรือเกร็งกล้ามเนื้อขาก่อนยืน เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือด
• การปรับโภชนาการ: ทานมื้อเล็กแต่บ่อย เพราะการทานมื้อใหญ่จนอิ่มเกินไป เลือดจะไปเลี้ยงระบบย่อยอาหารมากจนทำให้ความดันตก
• การใช้ถุงน่องแรงดัน(Compression stockings): เพื่อช่วยลดการคั่งของเลือดที่ขาและดันเลือดกลับสู่หัวใจ
สรุป: ถ้าเกิดขึ้นนาน ๆ ครั้งจากการลุกเร็วไป มักไม่เป็นอันตรายครับ แต่ถ้าคุณมีอาการ วูบหมดสติ หรือ เป็นบ่อยจนกระทบการใช้ชีวิต แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อเช็กความดันและตรวจร่างกายอย่างละเอียด

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือ 💬 Line

---

#ศูนย์ศรีพัฒน์

🌍สงครามที่เกิดขึ้นอีกซีกโลก ทำให้คนที่นี่นอนไม่หลับได้เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดที่รู้สึ...
30/04/2026

🌍สงครามที่เกิดขึ้นอีกซีกโลก ทำให้คนที่นี่นอนไม่หลับได้เหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดที่รู้สึกแบบนี้🌍

ข้อมูลโดย นพ. นนทเกียรติ สมทรัพย์
จิตเเพทย์

ช่วงที่มีข่าวสงครามหรือวิกฤตระดับโลก หลายคนสังเกตว่าตัวเองกระสับกระส่ายมากขึ้น วิตกกังวลโดยอธิบายไม่ได้ว่ากังวลเรื่องอะไรกันแน่ หรือรู้สึกหนักใจแม้ชีวิตประจำวันของตัวเองยังดำเนินไปปกติ งานวิจัยพบว่าการรับข่าวสารวิกฤตและความรุนแรงเป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวันเชื่อมโยงกับความวิตกกังวลและซึมเศร้าที่วัดได้จริง ยิ่งรับมาก ยิ่งมีโอกาสรู้สึกหนักขึ้น

สิ่งที่ทำให้จิตใจได้รับผลกระทบไม่ใช่แค่ภาพที่เห็น แต่คือความไม่แน่นอน สงครามหรือวิกฤตระดับโลกนำมาซึ่งคำถามที่ตอบไม่ได้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน จะส่งผลถึงเราอย่างไร ราคาสินค้าจะขึ้นอีกไหม สมองที่ไม่ชอบความไม่แน่นอนจะเริ่มทำงานในโหมดเตือนภัยแม้ไม่มีอันตรายจริงๆ อยู่ตรงหน้า

---

⚠️กลุ่มที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่า

ไม่ใช่ทุกคนที่รู้สึกเหมือนกัน บางกลุ่มมีความเสี่ยงสูงขึ้น ได้แก่ คนที่ติดตามข่าวสารต่อเนื่องมากกว่า 3-4 ชั่วโมงต่อวัน คนหนุ่มสาวและวัยทำงานที่รับข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียแบบไม่มีจุดสิ้นสุด ผู้ที่มีประวัติวิตกกังวลหรือซึมเศร้ามาก่อน และคนที่กำลังเผชิญกับความกังวลทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะวิกฤตระดับโลกมักส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและค่าครองชีพโดยตรง

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกไม่ใช่แค่ตัวเลขบนป้ายปั้ม สำหรับหลายครอบครัวมันหมายถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายใหม่ทั้งหมด และงานวิจัยยืนยันว่าความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้เชื่อมโยงกับความเครียดเรื้อรังและความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าได้จริง

---

🧠ดูแลสุขภาพจิตในช่วงนี้อย่างไร

ไม่ต้องเลิกติดตามข่าวทั้งหมด แต่มีวิธีที่ช่วยได้จริงครับ

กำหนดเวลาอ่านข่าวและรักษาขอบเขตนั้น เช่น ช่วงเช้าหรือเย็น ครั้งละ 20-30 นาที แล้วปิด ไม่ใช่เพราะไม่แคร์โลก แต่เพราะการรับข้อมูลมากเกินไปไม่ได้ทำให้ช่วยเหลือใครได้มากขึ้น มันแค่ทำให้ตัวเองหมดแรงเร็วขึ้น

สังเกตว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรหลังอ่านข่าว ถ้ากระสับกระส่ายหรือหดหู่มากขึ้นทุกครั้ง นั่นเป็นสัญญาณที่ควรฟัง

กลับมาอยู่กับสิ่งที่ควบคุมได้ ไม่ว่าจะเป็นกิจวัตรประจำวัน การออกกำลังกาย การนอนให้พอ หรือแค่การใช้เวลากับคนที่รักโดยไม่หยิบมือถือ สิ่งเหล่านี้ดูเล็กน้อย แต่เป็นสิ่งที่จิตวิทยาบอกว่าช่วยรักษาความรู้สึกมั่นคงได้จริงในช่วงที่โลกรู้สึกไม่แน่นอน

ถ้าความวิตกกังวลหรือหดหู่คงอยู่นานกว่า 2 สัปดาห์ หรือเริ่มกระทบการนอน การกิน หรือการทำงาน นั่นคือสัญญาณที่ควรพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญครับ

---

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 📞 โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง 💬 Line

---

#สุขภาพจิต #ความเครียดจากข่าว #สงคราม #จิตวิทยา #วิตกกังวล #ซึมเศร้า #การดูแลตัวเอง #ศูนย์ศรีพัฒน์ #หมอแนะแนว

🌟โรคงูสวัดในผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยง: ทำไมวัคซีนจึงเป็นคำตอบสำคัญ?🌟ข้อมูลโดย นพ. กช เจริญศรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไ...
30/04/2026

🌟โรคงูสวัดในผู้ใหญ่และกลุ่มเสี่ยง: ทำไมวัคซีนจึงเป็นคำตอบสำคัญ?🌟

ข้อมูลโดย นพ. กช เจริญศรี
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรกรรมทั่วไป

---

หลายท่านอาจเข้าใจว่า “งูสวัด” เป็นเพียงผื่นหรือตุ่มน้ำใสตามผิวหนังที่ดูเหมือนจะหายเองได้ แต่ในความเป็นจริง โรคนี้อาจทิ้งผลกระทบต่อระบบประสาท ทำให้เกิดอาการปวดเรื้อรัง นอนไม่หลับ และส่งผลให้คุณภาพชีวิตลดลงได้อย่างมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

✨งูสวัดเกิดจากอะไร?✨

โรคงูสวัด (Herpes Zoster) เกิดจากการกลับมากำเริบของ เชื้อไวรัสวาริเซลลา ซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) ซึ่งเป็นเชื้อชนิดเดียวกับโรคอีสุกอีใส หลังจากหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อจะไม่ได้หายไปจากร่างกาย แต่จะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในปมประสาทเป็นเวลาหลายปี

เมื่ออายุมากขึ้น ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของร่างกายลดลง (Immunosenescence) หรือเมื่อร่างกายเผชิญกับภาวะเจ็บป่วยเรื้อรัง ความเครียด การพักผ่อนน้อย หรือการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เชื้อที่ซ่อนอยู่จะสามารถกลับมาก่อโรคงูสวัดได้อีกครั้ง

✨อาการที่พบบ่อยของโรคงูสวัด✨

มักมีอาการนำ (Prodromal symptoms) ก่อนผื่นขึ้นประมาณ 1–5 วัน ได้แก่:

• ปวดแสบ ปวดจี๊ด คัน หรือเสียวตามผิวหนัง
• ผิวหนังบริเวณนั้นไวต่อการสัมผัสเป็นพิเศษ
• มีอาการปวดเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย
หลังจากนั้นจะมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นแนวยาวตามแนวเส้นประสาท มักพบที่หน้าอก หลัง เอว หรือใบหน้า โดยมักจะขึ้นเพียงข้างเดียวของร่างกาย

✨ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญกว่าผื่น✨

สิ่งที่ทางการแพทย์ให้ความสำคัญมากที่สุดคือภาวะแทรกซ้อนหลังติดเชื้อ โดยเฉพาะ:

อาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง (Postherpetic Neuralgia: PHN)
คืออาการปวดที่คงอยู่หลังจากผื่นหายดีแล้ว อาจปวดต่อเนื่องเป็นเดือนหรือเป็นปี มีลักษณะปวดแสบปวดร้อนคล้ายไฟช็อต (Burning Pain) หรือมีความรู้สึกเจ็บปวดรุนแรงแม้เพียงมีเสื้อผ้าสัมผัสเบาๆ ซึ่งความเสี่ยงนี้จะสูงขึ้นอย่างชัดเจนในผู้สูงอายุ

✨ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ✨

• งูสวัดขึ้นตา: เสี่ยงต่อกระจกตาอักเสบและการมองเห็นลดลง
• งูสวัดขึ้นหู: อาจทำให้เกิดอาการหน้าเบี้ยว (ใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก) เวียนศีรษะ หรือหูอื้อ
• การติดเชื้อแบคทีเรีย: แทรกซ้อนบริเวณผิวหนังที่มีตุ่มน้ำ
• ผลกระทบทางจิตใจ: นอนไม่หลับ เครียดสะสม จนถึงภาวะซึมเศร้าจากความเจ็บปวด

✨ใครบ้างที่ควรพิจารณาป้องกันเป็นพิเศษ?✨

• ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
• ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ หรือโรคปอด
• ผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
• ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือสเตียรอยด์ต่อเนื่อง

✨วัคซีนงูสวัด: มาตรฐานใหม่ในการป้องกัน✨

ปัจจุบันมีวัคซีนชนิดไม่ใช่เชื้อเป็น (Recombinant Zoster Vaccine: RZV) ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ข้อดีสำคัญ

• ลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้มากกว่า 90% (ประสิทธิภาพอาจแตกต่างกันไปตามช่วงอายุและสภาพร่างกาย)
• ลดโอกาสเกิดภาวะปวดเรื้อรัง (PHN) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
• มีความปลอดภัยสูงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เนื่องจากไม่ใช่ระบบเชื้อเป็น
• ให้การป้องกันที่ยาวนาน

✨ตารางการฉีดวัคซีน✨

• ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 2–6 เดือน
• ผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง (อายุ 18 ปีขึ้นไป): ฉีด 2 เข็ม โดยระยะห่างระหว่างเข็มประมาณ 1–2 เดือน (ตามดุลยพินิจของแพทย์)

✨เคยเป็นงูสวัดแล้ว ยังต้องฉีดไหม?✨

ควรฉีดครับ เพราะแม้จะเคยเป็นแล้วก็สามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก และภูมิคุ้มกันธรรมชาติจะลดลงตามกาลเวลา รวมถึงผู้ที่เคยได้รับวัคซีนรุ่นเก่า (ชนิดเชื้อเป็น) ก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนชนิดใหม่เพื่อประสิทธิภาพการป้องกันที่ดียิ่งขึ้น

✨ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น✨

ส่วนใหญ่มักมีอาการเพียงเล็กน้อยและหายได้เองภายใน 1–3 วัน เช่น ปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด ปวดเมื่อยตัว หรือมีไข้ต่ำๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

✨บทสรุป✨

งูสวัดไม่ใช่เพียงโรคผิวหนังที่รักษาแล้วหายไป แต่เป็นโรคที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบประสาท ซึ่งอาจทิ้งร่องรอยความเจ็บปวดเรื้อรัง (PHN) ไว้แม้ผื่นภายนอกจะหายดีแล้ว สิ่งนี้ส่งผลเสียต่อคุณภาพชีวิตอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ การปรึกษาแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่ควรละเลย

บทความนี้เป็นบทความทางการแพทย์ทั่วไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมแนะนำให้เข้าพบการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือเข้ารับการวินิจฉัยที่ ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือ 📞 โทร. 053-936900 ถึง 1 หรือติดต่อทาง Line 💬

---

ที่อยู่

110/392 ถ. อินทวโรรส ต. ศรีภูมิ อ. เมือง จ. Chiang Mai
Chiang Mai
50200

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Sriphat Medical Center, Chiang Maiผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ติดต่อ การปฏิบัติ

ส่งข้อความของคุณถึง Sriphat Medical Center, Chiang Mai:

แนะนำ

แชร์

ประเภท